วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2555

8 กฎหมายสุดแปลก แถมฮากลิ้ง

ห้ามขายน้ำมัน :: อย่าเพิ่งตกใจไปว่าถ้าเกิดรถคันเก่งน้ำมันหมดจะทำยังไง? กฎหมายห้ามขายน้ำมันข้อนี้ ใช้ห้ามขายให้แก่คนเมาเท่านั้น!! ด้วยเหตุที่กลัวคนเมาจะขับรถไปชนหรือก่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนนั่นเองจ้ะ

ห้ามขี่จักรยานในสระว่ายน้ำ :: พี่ปัดแอบสงสัยว่าจะมีคนสติดีที่ไหน เขานึกสนุกพาจักรยานคู่ใจไปขี่ในสระว่ายน้ำบ้าง ถ้ามีก็แปลว่าเป็นคนเพี้ยนไปแล้วล่ะจ้ะ จึงขอยกนิ้วให้กับความแปลกและฮากลิ้งของกฎหมายข้อนี้จริงๆ
ห้ามคนมีหนวดเคราจูบผู้หญิง :: ฟังดูน่าจั้กจี้มากๆ แต่ที่เจ๋งก็คือ ลองนึกภาพหนุ่มๆ ที่โกนหนวดเคราเรียบร้อยแลดูสะอาดสะอ้าน นอกจากจะดูน่าไว้ใจแล้วยังหล่ออีกด้วยนะ ดังนั้นก็ทำตามกฎหมายเสียเถอะ จะได้ไม่ถูกตำรวจจับเข้าไปนอนในห้องขัง

ห้ามนอนบนรถ :: อย่าเพิ่งนึกว่ารัฐแคลิฟอร์เนียใจร้าย ไม่ยอมให้คนง่วงนอนนอนหลับบนรถนะจ๊ะ กฎหมายข้อนี้ เขาห้ามนอนเฉพาะบนรถที่จอดดับเครื่องสนิทเท่านั้น!! ส่วนสาเหตุน่าจะมาจากกลัวว่าคนที่นอนในรถที่ดับเครื่องและปิดหน้าต่างสนิทจะเสียชีวิต เพราะไม่มีอากาศหายใจนั่นเอง

ห้องน้ำสาธารณะต้องมีกระดาษทิชชูเสมอ :: กฎหมายข้อนี้พี่ปัดเห็นด้วยกับรัฐแคลิฟอร์เนียเป็นที่สุด เพราะไม่ว่าจะทำธุระถ่ายหนัก ถ่ายเบา หรือล้างมือหลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จ เราก็ต้องใช้กระดาษทิชชู ดังนั้นห้องน้ำทุกห้องจึงควรมีสิ่งนี้ไว้เสมอ

ห้ามใส่รองเท้าบู๊ทคาวบอย :: ไม่ว่ากระแสแฟชั่นรองเท้าบู๊ทคาวบอยจะมาแรงขนาดไหน แต่สำหรับที่รัฐแคลิฟอร์เนียแล้ว ถ้ายังไม่ได้ครอบครองวัวอย่างน้อย 2 ตัว ก็ห้ามใส่เด็ดขาด เพราะไม่อย่างงั้นอาจจะต้องเปลี่ยนที่นอนจากเตียงนุ่มๆ ไปนอนในห้องขังแทนได้
ห้ามเล่นเครื่องดนตรีประเภทเคาะตีบนชายหาด :: ไปเที่ยวทั้งที่มันก็ต้องมีเครื่องดนตรีไปเล่นเพิ่มสีสัน และความสนุกสนานใช่ไหม แต่ถ้าน้องๆ ชาว Dek-D.com จะไปเที่ยวทะเลที่รัฐแคลิฟอร์เนียแล้วล่ะก็ พี่ปัดขอแนะนำว่าห้าม!! เล่นเครื่องประเภทเคาะตีทุกชนิดบนชายหาด เพราะกฎหมายที่นี่เข้าห้ามเด็ดขาด

ห้ามเลขานุการอยู่ในห้องกับเจ้านายตามลำพัง :: การที่เลขานุการเข้าไปคุยงานในห้องกับเจ้านายถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ที่รัฐแคลิฟอร์เนียแล้วเขามีกฎหมายออกมาห้าม!! เลขานุการเข้าไปอยู่ในห้อง 2 ต่อ 2 กับเจ้านาย ดังนั้นก่อนที่จะเข้าไปในห้องเจ้านาย เลขานุการก็อย่าลืมชวนเพื่อนร่วมงานคนอื่นเข้าไปด้วยนะจ๊ะ จะได้ไม่ทำผิดกฎหมาย

เห็นไหมจ๊ะว่า กฎหมายทั้ง 8 ข้อของรัฐแคลิฟอร์เนียนั้น มีความแปลก และฮากลิ้งอย่างที่พี่ปัดบอกจริงๆ แต่ในเมื่อเป็นกฎหมายแล้ว พวกเราซึ่งเป็นคนในสังคมก็ควรที่จะเคารพและนำไปปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อสังคมที่น่าอยู่ของเรายังไงล่ะจ๊ะ
10 อันดับ อาหารอันตรายที่หลายๆคนชอบกิน

อย่างไรก็ดีดูเหมือนว่าการเลือกรับประทานอาหารในแต่ละ "เมนู" ของมนุษย์ จำเป็นต้องคัดสรรมากขึ้นเพราะปัจจุบันมี "อาหารอันตราย" ไม่ปลอดภัยต่อร่างกายอยู่เป็นจำนวนมาก โดยจากข้อ มูลของ"Team Content" สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริสุขภาพ(สสส.) พบว่า มี "เมนูโปรด"ของใครหลายคน ถูกจัดเป็น "อาหารอันตราย" อย่างน้อยๆ 10 ชนิด ได้แก่...

10. มันฝรั่งทอดหรือโปเตโต้ชิพการทอดโปเตโต้ชิพจะทอดกันที่อุณหภูมิสูงทำให้มีสารเคมีอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่า เป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท

9. โดนัทโดยเฉลี่ยแล้ว จะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัทหนึ่งชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้

8. ไอศครีมมีไขมันอยู่สูงมาก (ขนาดปกติ 4 ออนซ์) มีไขมันเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวันมีคาร์โบไฮเดรตอยู่มาก เกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวันมีน้ำตาลอยู่มาก ทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น

7. ชิ้นไก่เนื้อนุ่มไม่มีกระดูกทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว น้อยมากที่จะทำมาจากเนื้อขาวจริงๆการรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไป จะให้พลังงาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมันมีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส ทำให้ปวดศีรษะ

6. น้ำอัดลมสารตัวสำคัญที่มีอยู่ในโค้กก็คือกรดกำมะถัน (Phosphoric acid) ในด้านความเป็นกรดด่าง มันมีความเป็นกรดอยู่สูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วันกรดที่สะสมอยู่ในร่างกาย ทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้

5. พิซซ่าพิซซ่าในเชิงทางการค้าจะประกอบไปด้วยอาหารที่มาจากการตัดแต่งทางพันธุ์กรรม 5 ชนิด

-. เนยแท้ (cheese) เพียง 10% เท่านั้น

-. แป้งที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโมเลกุลที่มันเคยมีอยู่เข้าไปใหม่

- ซอสมะเขือเทศ ทำด้วยสารที่คล้ายมะเขือเทศที่สร้างยาฆ่าแมลงของมันขึ้นมาได้เอง ในร่างกายของท่าน - แป้งสาลีที่นำมาใช้เป็นแป้งชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุ์กรรม

- มีน้ำมันฝ้ายประกอบอยู่ด้วย ฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้

4. โอริโอ้ คุกกี้ที่เด่นชัดมากก็คือ ส่วนของน้ำตาลมีอยู่สูงถึง 23 กรัมเลยทีเดียว ช็อกโกเล็ตนั้นเป็นสารอาหารรายการสุดท้าย นั่นหมายความว่า มีช็อคโกเล็ตประกอบอยู่น้อยมาก น้ำตาลปริมาณสูง ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นและเกิดริ้วรอยได้เร็วยิ่งขึ้น

3. เฟรนช์ฟรายเป็นอาหารที่มี “ความเป็นพิษสูง”การทอดเฟร้นช์ฟราย จะทอดกันที่อุณหภูมิสูง ทำให้มีสารเคมีอะคริลิไมด์(Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่า เป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท

2. ฮอทด็อกฮอทด็อกทำมาจากเนื้อส่วนที่เหลือที่แย่ที่สุดจากโรงฆ่าสัตว์ เนื้อส่วนใดที่ขายเป็นส่วนของมันไม่ได้แล้วจะกองอยู่ที่พื้น และนำมาบดทำเป็นเบอร์เกอร์ รวมทั้งกีบ กระดูก จมูก สันจมูก หู เล็บและส่วนอื่นๆของมัน เพราะว่าฮอทด็อกทั้งหมดทำมาจากสัตว์ จึงสามารถขึ้นป้ายว่า เนื้อวัวแท้ (Pure beef) หรือ ทำจากไก่งวงแท้ 100%

1. แฮมเบอเกอร์ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ MSG เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ท่านอ้วนขึ้นด้วย อุตสาหกรรมปศุสัตว์ เป็นผู้ใช้ยาปฏิชีวนะมากที่สุดในโลก เพื่อใช้ในการหักล้างแบคทีเรียที่เป็นอันตรายในเนื้อ

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555



ทุกวันนี้อาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้น คุณมั่นใจได้อย่างไรว่าปลอดภัย มีคนไม่น้อยที่เลือกซื้ออาหารโดยไม่ทันคิดว่าอาหารแต่ละอย่างผ่านการผลิตมาอย่างไร หมดอายุเมื่อไหร่ เก็บรักษาอย่างไร รวมไปถึงรับประทานอย่างไรจึงจะปลอดภัยต่อสุขภาพ
เรื่องดีๆ ที่น่าจะรู้ไว้
1. พวกขนมปังปี๊บ กระบวนการผลิตบางแห่งไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นไส้สับปะรด, มันแกวหรือพืชอื่นๆ มักกวนใส่น้ำตาล และใส่กลิ่นกับแกนสัปปะรดไปนิดหน่อย
2. เชอรี่บนขนมเค้กราคาถูกตามตลาดสด คือ มะเขือเปาะฟอกสีจนใสเป็นวุ้น แล้วย้อมสีแดง (ผงฟอกสีทำให้เป็นโรคไต) พวกที่ใช้สารฟอกสีอื่นๆ เช่น มะม่วงกวน (แผ่นใสๆ) ยอดมะพร้าวขาวๆ
3. ซูชิในตลาดนัดที่อากาศร้อน แบคทีเรียจะเจริญเติบโตเร็ว ชูชิต้องเสริฟเย็นเท่านั้น
4. เอแคลร์กับลูกชุบ หรือขนมอะไรที่ต้องมีการปั้น ๆ ถู ๆ ต้องพึงระวังสุขอนามัย ควรซื้อกับร้านค้าที่รู้จักหรือมีชื่อเสียงเท่านั้น
5. ลูกอมสีอื่นๆ เช่น ฟ้า เขียว ม่วง เป็นสีที่ขายไม่ดีไม่ควรซื้อเพราะใช้สีที่เก็บไว้นาน ทานลูกอมสีแดง ขาว ได้
6. ปลายหน้าร้อนต่อต้นหน้าฝน ไม่ควรกินอาหารทะเล เพราะฝนเริ่มตกจะชะฝุ่นบนพื้นดินลงทะเลและสัตว์ทะเลจะกินเข้าไป จะมีแต่ไวรัส แบคทีเรีย โอกาสท้องเสียมีสูง
7. พวกอาหารแพ็คสำเร็จรูป มาอุ่นด้วย microwave ที่บ้าน wave ได้ ครั้งเดียวเท่านั้น ไม่ควรล้าง Package ภาชนะที่ใส่อาหารมาใช้ด้วยการเข้า microwave ซ้ำเพราะสารพิษจะออกมา
8. โยเกริ์ตต่างๆจะมีแป้งผสมอยู่ประมาณ 20% ควรทานโยเกริ์ต Home made ถ้วยเล็ก ๆ (ลองหยดไอโอดีนพิสูจน์ดูก็ได้ จะพบว่าโยเกริ์ตเป็นสีน้ำเงิน)
9. น้ำปลาเปิดขวดแล้ว ควรมีอายุการใช้ไม่เกิน 1 เดือน
10. ระวังเชื้อราตามคอขวดที่เปิดแล้วต่างๆ
11. กระดาษหนังสือพิมพ์ อย่าเอามาห่อผักแช่ตู้เย็น (เพราะมีสารพิษ จากหมึก)
12. อาหารกระป๋องถ้าใช้ไม่หมดควรเอาออกจากกระป๋องใส่ภาชนะอื่นแช่ตู้เย็น
13. ฟองน้ำล้างจานที่มีน้ำยาผสมน้ำทิ้งไว้ (เป็นน้ำๆ) ทิ้งไว้ได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง แบคทีเรียจะขึ้น ควรเททิ้งไปหรือล้างฟองน้ำให้สะอาดทุกครั้งที่ใช้งาน
14. อาหารหมักดองต้องระวังมีไวรัสที่ทำลายกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ผักกาดดองตามท้องตลาด ในโรงงานบางแห่งจะมีกระบวนการผลิตที่ไม่สะอาด (ใช้คนลงไปในอ่างดอง เราไม่แน่ใจว่าคนนั้นๆ มีโรคหรือไม่) ควรใช้ผักกาดดองกระป๋องที่เชื่อถือได้
15. เบียร์สดจะไม่กรองยีสต์ที่ตายแล้วออก เราจะกินยีสต์ที่ตายแล้วเข้าไปด้วย (เบียร์ขวดจะถูกกรองไปแล้ว) ยีสต์ที่ตายและจะเหลือผนังเซลล์ของยีสต์มีประโยชน์เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพ กินได้ไม่เป็นไร

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

===> เยติ มนุษย์หิมะ <===




มนุษย์หิมะ - เยติ (The Abominable Snowman) อโบมิเนเบิ้ล สโนว์แมน หรือ ที่ชาวเซอร์ปาร์เรียกว่า เยติ มีประวัติอันยาวนานมากที่สุดในบรรดาเรื่องราวของมนุษย์วานรทั้งหมดของชาวภูเขา มันเข้าไปพัวพันอยู่ในความเพ้อฝัน ศาสนา ตำนาน เล่ห์ลวง และ การค้า คนที่เคยเห็นมันเป็นบุคคลที่เชื่อถือได้ มูลของมันถูกนำมาวิเคราะห์ รอยเท้าถูกบันทึกภาพไว้ และทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง มันถูกจัดให้เป็นตำนานโดยบันทึกภาพไว้ และทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง มันถูกจัดให้เป็นตำนานโดยนักบุกเบิกในปลายยุค 1950 และ 1960 แต่ตอนนี้หลักฐานการดำรงอยู่ของมันดูเหมือนจะหนักแน่นขึ้นทุกวัน
นักเดินทางคนหนึ่งที่จะไปยังกาฎมันฑุ ต้องเข้าไปพัวพันอยู่ในธุรกิจของเยติก่อนที่เขาจะไปถึงเนปาลเสียอีก สายการบินแห่งชาติเนปาลบินเฉียดไปบนเขตภูเขาที่ต่ำที่สุด ผ่านหมู่บ้านที่ตั้งกันอยู่อย่างเปะปะบนยอดเขา จากนั้นในทันทีทันใดแนวของยอดสูงสุดของเทือดเขาหิมาลัยก็ปรากฎแก่สายตาเป็นสีขาวหยัก ส่วนที่เหลือถูกกันออกไปโดยเมฆ อันเป็นแซงกรีลา หรือ แดนสุขาวดี หมู่บ้านลึกลับ ชนเผ่าที่ไม่มีใครรู้จัก เยติ ทั้งหมดดูจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ในช่องที่ติดอยู่กับที่นั่งในเครื่องบิน มีเมนูสำหรับสายการบินเยติแอร์ไลน์ และโรงแรมใหม่ที่คุณจะได้เข้าพักสร้างโดยเวิร์ลด์แบงค์ มีชื่อว่า แยกแอนด์เยติ (YAK AND YETI , YAK หมายถึง จามรี) เยติเป็นตำนานที่มีค่าทางพาณิชย์มาก บางทียังอาจเป็นรายได้หลักของประเทศเนปาลที่ได้จากชาวต่างชาติ
เรื่องราวของเยติซึ่งเป็นอสูรกายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเทือกเขาหิมาลัย เป็นตำนานในหมู่ของชาวเนปาล โดยเฉพาะชาวเชอร์ปาผู้ที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูง ณ วัดแห่งหนึ่งในร่มเงาของเทือกเขา เอเวอร์เรส ท่านเจ้าอาวาสบอกว่า มักจะมีฝูงเยติมาเยือนทางวันอยู่เสมอในแต่ละปี คำบรรยายที่มีสีสันของการโจมตีโดยเยติถูกรายงานไปยังกาฎมันฑุ เด็กหญิงชาวเชอร์ปาผู้หนึ่งชื่อว่า ลาคห์หาโดมานิ ได้บอกเล่าเหตุการณ์หนึ่งให้กับ วิเลียม เวบเบอร์ ซึ่งเป็นอาสาสมัครของพชคอร์พส์ ที่ทำงานในหมู่บ้านมาชเชอร์มา ในแถบเอเวอร์เรส เด็กหญิงกล่าวว่า เธอนั่งอยู่ที่ริมลำธารเพื่อดูฝูงจามรีของเธอ ตอนที่เธอได้ยินเสียงหนึ่ง และได้หันไปเผชิญหน้ากับ สิ่งมีชีวิตที่คล้ายลิงตัวใหญ่ มันมีดวงตาที่ใหญ่โตและกระดูกโหนกแก้มนูนขึ้นมา ตัวของมันปกคลุมด้วยขนสีดำและน้ำตาลแดง มันตรงเข้าคว้าตัวเธอ และแยกเธอไปยังลำธาร แต่ดูเหมือนเสียงกรีดร้องของเธอจะทำให้สัตว์ตัวนั้นตกใจจนปล่อยเธอลง จากนั้นมันก็เข้าโจมตีจามรีสองตัวของเธอ มันฆ่าตัวหนึ่งโดยการทุบ และอีกตัวโดยการจับเขามันและบิดคอ เหตุการณ์นี้ได้ถูกรายงานไปยังตำรวจของท้องถิ่น และตรวจพบรอยเท้าของมัน เวบเบอร์กล่าวว่า "เธอจะหลอกเราไปเพื่อเหตุใดกันล่ะ ข้อสรุปของผมคือว่าเด็กคนนั้นพูดจริง"
หลักฐานของเยติแบ่งออกเป็นสามประเภทใหญ่ๆ คือ รอยเท้า , ผู้ที่พบเห็นตัวมัน และหลักฐานทางกายภาพ เช่น กะโหลก และหนังของมัน
รอยเท้า เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความสนใจอย่างมาก มีการรายงานถึงรอยเท้าของมันโดยชาวตะวันตกตั้งแต่ปี 1887 และจากนั้นโดยเจ้าหน้าที่ของกองทัพอังกฤษผู้หนึ่ง บนเทือกเขาเอเวอร์เรสท์ที่ระดับความสูง 6,400 เมตร ในปี 1921 มันเป็นรูปถ่ายรอยเท้าที่น่าสนใจ เอฟ เอส สมิธธี เป็นคนแรกที่ถ่ายภาพไว้ที่ความสูง 5,029 เมตร ในปี 1937 ภาพถ่ายของ อีริค ชิพตั้น ที่ถ่ายโดยมีขวานขุดหิมะวางไว้ข้างๆ เพื่อเทียบสัดส่วน เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาอย่างจริงจัง ในปี 1978 แม็คนีลลี่ และดครนิน นักสำรวจชาวอเมริกันพบรอยที่ชัดเจนและลึกพอที่จะหล่อปูนปลาสเตอร์ได้ ในปีถัดมา ลอร์ดฮันท์ ได้พบรอยเท้าและรูปที่ได้เขาถ่ายมาในปี 1978 ได้แสดงให้เห็นถึงรอยเท้าที่มีขนาดใหญ่โต ยาว 35.6 เซนติเมตร และกว้า 17.7 เซนติเมตร
ในการบรรยายที่ รอยัล จีโอกราฟฟิค โซไซเอตี้ ในกรุงลอนดอน ลอร์ดฮันท์ ได้กล่าวว่า "พวกเราอยู่ด้านข้างของหุบเขาตอนล่างของเทือกเขาเอเวอร์เรสต์ มันเป็นตอนหัวค่ำและเริ่มจะมืด ผม และภรรยาได้เดินมาพบรอยเท้า พวกมันยังใหม่อยู่ และผมบอกได้เลยว่ามันเกิดขึ้นในวันนี้อย่างแน่นอน มีหิมะที่ลึกบนทางที่ค่อนข้างชัน และสิ่งมีชีวิตนั้นหนักเอาการทีเดียว เพราะมันกดทับหิมะลงไปเป็นผิวที่แข็ง จนพวกเราเดินไปบนนั้นได้โดยไม่สร้างร่องรอยใดๆ เลย รอยเท้าเป็นรูปไข่ขนาดใหญ่ ผมวางขวานขุดน้ำแข็งลง -ข้างๆ เพื่อวัดได้ความยาว 35 เซนติเมตร และ กว้างประมาณครึ่งหนึ่งของความยาว" ลอร์ด ฮันท์ ผู้ที่ได้เห็นรอยเท้าของมันหลายครั้งหลายหน ในช่วงประมาณ 30 ปี และได้ยินสิ่งที่เรียกว่า "เสียงกู่ร้องโหยหวน" "เราไม่สามารถหาคำอธิบายอื่นใดได้นอกจากว่านั้นคือ สิ่งมีชีวิตที่ไม่ปรากฎหลักฐานที่ยังต้องทำการค้นหากันต่อไป"
ศัลยแพทย์นักไต่เขาชาวอังกฤษ ไมเคิล วาร์ด อยู่กับ อีริค ชิพตั้น ในปี 1951 เมื่อเขาได้ทำการบันทึกภาพรอยเท้าไว้ "พวกเราอยู่ทางตะวันตกของเทือกเขาเอเวอร์เรสต์" - เขาบอก "และเราข้ามเขตภูเขากว้างใหญ่ในระดับความสูงประมาณ 5,791-6,961 (19,000-20,000 ฟุต) และเข้าไปในเขตที่เรียกว่า "ช่องว่าง" บนแผนที่อันเป็นที่ที่แผนที่ปรากฎเป็นสีขาวสะอาดและไม่มีลักษณะภูมิประเทศอยู่เลย" บนธารน้ำแข็งสายหนึ่งมีร่องรอยของแพะภูเขาเดินข้าม ในทันใดนั้นเขาก็เห็นรอยอื่นอีก
"เป็นรอยที่ชัดเจนและมีความแตกต่างอย่างมาก เราสามารถเห็นนิ้วโป้งของทุกรอยได้ รอยนั้นตรงไปตามธารน้ำแข็งไกลหลายไมล์จนมองไม่เห็น ความรู้สึกของผมบอกว่ารอยพวกนี้ อาจเกิดขึ้นในตอนกลางคืนหรือรุ่งเช้าของวันนั้นเอง เพราะไม่มีรอยเลอะเลือนที่ขอบของมันเลย ในบางแห่งคุณจะเห็นได้เลยว่ามีรอยที่สัตว์ตัวนี้กระโดดข้ามช่องน้ำแข็งเล็กๆ โดยจะเห็นรอยนิ้วเท้าอย่างชัดเจน คุณจะเห็นได้ในรูปเหล่านี้ รอยเท้าจมลึกเกินกว่าที่คนอย่างเราจะทำได้ เราอาจจะตามรอยถ่ายภาพมันไปให้ไกลกว่านี้สักหน่อยถ้าเสบียงอาหารของเราไม่ร่อยหรอลง และพวกเราก็ยังมีเป้าหมายหลักที่จะเดินทางไปยังประเทศที่ไม่เคยมีใครเคยพบเห็นมาก่อนเลย ไม่เพียงแต่ชาวเชอร์ปาและชาวธิเบตที่ยังไม่เคยไป แต่รวมถึงชาวยุโรปด้วย"
ต่อจากนั้นทั้งชิพตั้นแลวาร์ด ก็หลงเข้าไปในเขตธิเบตและถูกจับกุมโดยทหารรักษาการณ์ของกองทัพธิเบต เพียงเพื่อเรียกค่าไถ่ในราคาคนละหนึ่งปอนด์เท่านั้น
ในมุมมองของคนช่างสงสัยก็ว่า รอยเท้านั่นเป็นของ สัตว์พันธุ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภาวะแวดล้อมของดวงอาทิตย์ และหิมะ อาจจะเป็นหมีสีฟ้า (BLUE BEAR) - ของธิเบต ซึ่งโดยตัวของมันเองก็เป็นสัตว์ที่หายากแทบจะกลายเป็นตำนานไปแล้ว หรืออาจเป็นลิงแลงกูร์ (LANGUR MONKEY) ซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ว่าอาศัยอยู่ที่ระดับความสูงดังที่กล่าวมา แม้แต่เสือดาวหิมะก็ยังถูกนำเข้ามาร่วมด้วย และจดหมายฉบับหนึ่งที่เขียนส่งไปยังนิตยสารของอังกฤษ COUNTRY LIFE ได้เสนอความเห็นว่ามันอาจเป็นนกอีกาปากแดง (ALPINE GHOUGH) ซึ่งจากที่เคยมีการเฝ้าดูมันได้ทิ้งรอยเท้าที่เหมือนกับมนุษย์หิมะเมื่อมันกระโดดขาเดียวไปบนหิมะ
อย่างไรก็ตามนักสัตววิทยา ดับเบิ้ลยู เซเนสกี้ จากมหาวิทยาลัยควีนแมรี่ลอนดอน ได้ทำการวิเคราะห์รอยเท้าที่ชิพตั้นพบอย่างละเอียด โดยการสร้างแบบจำลองขึ้นมาใหม่และเปรียบเทียบมันกับรอยเท้าของลิงกอริลล่า, มนุษย์ยุคหิน และมนุษย์ ไม่มีรอยใดที่มีนิ้วเท้าทั้งสองที่กว้างใหญ่ และมีกระดูกอุ้งเท้าที่สั้นผิดปกติเช่นนี้เลย เขาวินิจฉัยออกมา-ว่ารอยเหล่านั้นไม่มีส่วนใดที่คล้ายกับหมีหรือลิงแลงกูร์เลย "หลักฐานทั้งหมดแสดงออกมาว่า สิ่งที่เราเรียกกันว่า มนุษย์หิมะนั้นเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสองเท้า ที่มีโครงสร้างใหญ่และหนาทึบ เป็นไปได้มากกว่า เป็นชนิดเดียวกันกับซากฟอสซิสของ GIGANTOPITHECUS" ข้อวินิจฉัยเช่นนี้ทำให้เยติใกล้จะเป็น "ห่วงโซ่ที่หายไป" ดังที่นักวิท-ยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงบางคนกล้ายอมรับ
กับผู้คนที่เคยเห็นรอยเท้าของจริง ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีภูมิหลังที่ไม่เคยเชื่อเรื่องของเยติเลย กัปตัน เอมิล วิคค์ นักบินชาวสวิสที่ได้มาทำงานให้กับสายการบินแห่งชาติ เนปาล เขามีบ้านที่สวยงามที่ชานเมืองกาฎมันฑุ เขานั่งอยู่ในสวนของเขาในเย็นวันหนึ่งพร้อมทั้งเบียร์ขวดหนึ่ง ดวงตาของเขามองตรงไปข้างหน้าขณะเล่าเรื่องให้ฟัง
"พระเจ้า ผมบอกคุณได้เลยว่าผมไม่เคยมีความสนใจเลยสักนิดกับเจ้าเยติบ้าๆ นั่น เมื่อผมมาที่เนปาล ผมมาเพื่อขับเครื่องบินเล็กใกล้กับภูเขาให้กับนักท่องเที่ยว และก็เพื่อเป็นการหาความสนุกให้กับตัวเองเมื่อไม่ได้ทำงาน เหมือนกับที่ผมทำเมื่ออยู่ที่กรุงเทพฯ และอินโดนีเซียและที่อื่นๆ ดังนั้นในเช้าวันหนึ่งปีที่แล้วผมจึงขับเครื่องบินให้กับชาวญี่ปุ่นไปยังยอดเขาคองเชนจุนก้า แล้วผมก็ได้เห็นรอยเท้านี้ในระดับที่สูงมาก มีสามรอยแยกต่างหากกัน เห็นได้ชัดเลยว่าเป็นรอยเท้าของสิ่งมีชีวิตสองขา มันมาจากคนละด้านของสันเขาที่สูงชัน จากนั้นพวกมันก็เดินไปด้วยกันและลงไปที่ทะเลสาปแห่งหนึ่งซึ่งผมไม่เคยเห็นมาก่อน บางทีพวกมันมาที่นี่เพื่อดื่มน้ำก็เป็นได้ ผมรู้ว่านั้นเป็นหิมะที่เพิ่งตกใหม่ และเป็นเเวลาไม่เกินเจ็ดโมงเช้า ดังนั้นแสงอาทิตย์จึงยังไม่อาจเล่นตลกกับผมได้ ผมบินวนมาดูถึงสามรอบ แล้วคุณต้องไม่เชื่อแน่ มีหญิงชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งนั่งข้างๆ ผมพร้อมด้วยกล้องถ่าย-รูป ผมก็เลยขอให้เธอช่วยถ่ายรูปเอาไว้ "แล้วผมจะให้คุณบินฟรี" ผมบอก แต่เธอกลับพูดว่า "เลิกบินวนเพื่อความสนุกของคุณซะทีเถอะ เราจ่ายให้คุณบินไปที่คองเชนจุนก้านะ-นั่งเป็นที่ที่เราต้องการจะถ่ายรูป"
บาทหลวง บอร์เดทท์ ชาวฝรั่งเศสจากสถาบันธรณีวิทยาของปารีสได้ตามรอยสามรอยเป็นจำนวนมากในการสำรวจปี 1955 จากนิตยสาร BULLETIN ของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งชาติ ณ กรุงปารีส เขาได้ให้การว่าเขาตามรอยรอยหนึ่งไปกว่าครึ่งไมล์ ในตอนนั้นรอยนั้นชัดเจนมาก เขาสามารถสังเกตเห็นรอยของแต่ละนิ้วได้ -เลย ณ จุดหนึ่งที่สิ่งมีชีวิตนี้กระโดดลงมาจากกำแพงหินเล็ก ๆ ที่สูง 1-1.5 ม. รอยเท้าของมันจมลึกลงไปในหิมะถึง 15 เซนติเมตร หรือมากกว่านั้น หลวงพ่อบอร์เดทท์มีภาพถ่ายที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว จากนักวิชาการสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมของฝรั่งเศสสองท่าน ซึ่งได้วินิจฉัยออกมาว่ารอยนั้นต้องเป็นของสัตว์ในสายพันธุ์ที่ยังไม่รู้จัก
เลสเตอร์ เดวิด นักปีนเขาจากประเทศอังกฤษก็เกิดความสนใจในความลึกของรอยเท้าที่เขาได้ทำการถ่ายภาพยนตร์ไว้ในปี 1955 จากการสำรวจเทือกเขาหิมาลัยของกองทัพอากาศแห่งสหราชอาณาจักร
"มันจมลึกลงไปราวๆ 12.7-15.24 เซนติเมตร ด้วยกล้องถ่ายหนังและเป้หลัง ตัวผมก็มีน้ำหนักประมาณ 80 กก. ก็ยังสามารถทำรอยเท้าจมลึกลงไปแค่ 2.5 - 3 เซนติเมตรเท่านั้นเอง ผมคิดว่าเจ้าตัวนั้นต้องมีขนาดใหญ่โตมาก"
มีหลายคนซึ่งเป็นบุคคลที่เชื่อถือได้ บอกว่าพวกเขาเคยเห็นสิ่งมีชีวิตนั้นจริงๆ ดอน วิลเลี่ยม เป็นเจ้าของกิจการเกสท์เฮ้าส์ที่มีชื่อว่า เวลซ์ เขาเป็นคนที่เข้มงวดและก็จริงจัง ทั้งยังเป็นวีรบุรุษที่มีใจสู้ในการปีนยอดเขาเอเวอร์เรสต์ และคองเชนจุนก้า เขาอยู่ในแอนนาปุระในเดือนมิถุนายน ปี 1970
เราอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แอนนาปุระ อย่างที่เขาเรียกกัน ซึ่งเป็นระฆังใบหนึ่งบนเขาที่สูงมาก และผมก็รู้สึกกังวลในการหาที่พักแรมที่เหมาะสมในตอนกลางคืน และตอนที่เราเดินไปช้าๆ รอบปากหุบเขา ผมได้ยินเสียงอะไรอย่างหนึ่งที่เหมือนเสียงนกร้องมาจากข้างหลัง ผมมองไปที่ชาวเชอร์ปาแล้วเขาก็บอกว่า "เยติมาครับนาย" ดังนั้นผมจึงมองไปรอบๆ แล้วมองขึ้นไปบนภูเขา ผมเห็นอีกาสีดำสองตัวกำลังบินจากไป และได้เห็นเงาร่างสีดำร่างหนึ่งบนสันเขา ความคิดแรกของผมคือ "ทำไงดีล่ะ หยิบเอาขวานขุดหิมะออก-มาหรือไง " อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ได้ปรากฎขึ้นมาอีก ดังนั้นผมจึงนบอกว่า "ไปหาที่ตั้งแคมป์กันเถอะ" วันต่อมา เราเดินขึ้นหุบเขต่อเพื่อทำการสำรวจวัดอย่างคร่าวๆ ทางด้านใต้ให้เสร็จ และผมก็เห็นรอยที่สิ่งมีชีวิตตัวนั้นทิ้งไว้อย่างชัดเจนในคืนก่อน รอยเท้าพวกนี้ลึกลงไปถึง 45 เซนติเมตร หิมะอ่อนนุ่มมาก และกะอยู่คร่าว ๆ ว่ารอยเท้าเหล่านั้นจะมีขนาดเดียวกับเท้าของผม ซึ่งสอดคล้องกันกับสิ่งที่ชาวเชอร์ปาบอกว่ามันเป็นลูกของเยติ ผมคาดว่าพวกเยติถ้ามีอยู่จริงก็คงมีหลายขนาดเหมือนกับมนุษย์นะแหละ หลังจากนั้น-ในตอนเย็น มันเป็นค่ำคืนที่มีแสงจันทร์สว่างมาก ด้วยเหตุผลบางอย่างผมเกิดมีความรู้สึกที่รุนแรงมากกว่าเจ้าสัตว์ตัวนั้นยังคงวนเวียนอยู่รอบๆ นี้แน่ ดังนั้นผมจึงโผล่หัวของ-ผมออกไปนอกเต้นท์ แสงจันทร์สว่างมากจนผมสามารถอ่านหนังสือได้ ผมได้เฝ้าดูอยู่ประมาณสิบห้านาที และเพิ่งจะมีความคิดว่า "เฮ้อ! ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรมันคงไปแล้วล่ะ" แล้วผมก็มองเห็นบางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว ถ้าคุณปีนเขามามากๆ แล้วคุณมักจะชินกับการมองไปที่ภูเขาและมองเห็นภาพที่เล็กมากและเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เล็กๆ ได้ เจ้าตัวที่ผมเห็นนี้มีการเคลื่อนไหวที่คล้ายลิงท่าทางการเดินที่ตลก ไปที่สิ่งหนึ่ง ซึ่งในหลายสัปดาห์ต่อมาเมื่อหิมะละลายจึงได้เห็นว่า มันคือพุ่มไม้ มันกำลังดึงกิ่งไม้บางกิ่ง ยังไงก็เถอะผมก็ได้เฝ้ามองดูมันเกือบยี่สิบนาที ผมเอากล้องส่องทางไกลมาใช้ดูและทั้งหมดที่ผมสามารถมองเห็นได้ก็คือรูปร่างที่คล้ายลิงสีดำ จากนั้นในทันทีทันใดเหมือนกับว่ามันรู้ว่ามีใครกำลังจ้องมองมันอยู่ มันจึงวิ่งผ่านเหลี่อมเขาไป มันคงต้องเดินทางไปราวๆ ครึ่งไมล์ก่อนที่จะหายไปในเงามืดของหินบางก้อน สิ่งประหลาดสำหรับผมก๋คือท่าทางของชาวเชอร์ปา ถ้ามันเป็นหมีซึ่งเป็นสัตว์ที่พวกเขาคุ้นเคย เขาก็น่าที่จะบอกว่า "อ๋อ นั่นเป็นบาร์ลูครับ" ซึ่งเป็นชื่อที่พวกเขาใช้เรียกมัน และมันก็จะจบลงแค่นั้น แต่พวกเขาก็ต้องข่มความกลัวเอาไว้ถึงสองวัน แล้วถ้าผมลองเอ่ยหรือมองดูรอยเท้าผ่านกล้องส่องทางไกล ตลอดวันนั้นผมก็จะได้ยินพวกเขาวิพากษ์วิจารณ์กันปากต่อปากแน่
ในปี 1975 นักไต่เขาชาวโปแลนด์ จานุสซ์ โทมาซัค ก็ได้พบกับความตะหนกเมื่อเขาขึ้นไปไต่เขาในเทือกเขาเอเวอร์เรสท์ และเกิดหัวเข่าเคล็ดขณะที่เขาเดินอย่างยากลำ-บากกลับไปยังที่พักบริเวณนั้น เขามองเห็นเงาร่างหนึ่งใกล้เขามาเขาจึงตะโกนของความช่วยเหลือ ร่างนั้นจึงเดินเข้ามาตอนนั้นเองที่เขาเห็นว่า "คน" ที่เขาเพิ่งจะร้องขอความช่วยเหลือนั้นเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายลิง มีความสูงมากกว่า 1.8 เมตร มีแขนยาวจนถึงหัวเข่า เสียงแหกปากร้องของเข้าได้ขับไล่มันจากไป
เรื่องราวเช่นนี้เป็นเรื่องราวธรรมดาของชาวเชอร์ปา ในปี 1978 มีรายงานการรับความจากเยติมากมาย โดยเฉพาะในเขตสิกขิม ซึ่งทางกรมป่าไม้ต้องส่งชุดปฏิบัติการณ์ออกสำรวจและไล่ล่าแต่ก็ปราศจากผล ความพยายามอย่างจริงจังที่สุดในการไขปริศนาของเยติ ได้รับการสนับสนุนจาก WORLD BOOK ENCYCLOPEDIA ของอเม-ริกา ได้ทำการสำรวจในปี 1960 นำทีมโดย เดสมอนด์ ดัวก์ และ เซอร์เอ็ดมัน ฮิลลารี่ ซึ่งเป็นชายคนแรก (โดยร่วมทางไปกับชาวเชอร์ปา ชื่อเทียนซิงก์) ที่ได้ขึ้นไปยืนอยู่บนยอดของเขาเอเวอร์เรสท์ พวกเขาอยู่ที่นั้นเป็นเวลาสิบเดือน ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บอย่างทารุณ ในบริเวณที่มีการรายงานมาจากนักล่าเยติมากที่สุด การสำรวจเต็มไปด้วยอุป-กรณ์ต่างๆ เช่น กล้องถ่ายหนังเคลื่อนที่ , TIMELAPSE (การถ่ายภาพหมุนช้าและฉายในอัตราปกติ เช่นที่เราจะเห็นภาพดอกไม้ที่บานอย่างรวดเร็ว) และกล้องอินฟราเรด ได้เกิดความตื่นเต้นไปทั่ว เมื่อฮิลลารี่สามารถเกลี้ยกล่อมให้ชาวบ้านของหมู่บ้านคัมจุงกิ์ (KHUMJUNG) ให้เขายืมหนังหัวของเยติที่เป็นเสมือนตำนานไปเป็นเวลาหกสัปดาห์ ก็เพื่อไปทำการทดลองทางวิทยาศาสต์ หนังหัวนี้พร้อมทั้งของอย่างอื่นอีกสองอย่างและหนังอีกสองชิ้น (ซึ่งต่อมาได้ถูกบ่งชี้ว่ามันเป็นหนังของหมีบูลแบร์ตัวหนึ่ง) ถือว่าเป็นซากที่หลงเหลืออยู่เพียงอย่างเดียวของเยติ
ฮิลลารี่และดัวก์ได้เดินทางออกไปในฤดูใบไม้ผลิพร้อมด้วยผู้ดูแลของหนังหัวนี้คือ คุนโจ้ ชุมบิ ในการเดินทางรอบโลกไปยัง ฮอนโนลูลู , ชิคาโก, ปารีส และแม้แต่พระราชวังบักกิ้งแฮม ในทุกๆ ที่ที่พวกเขาหยุดพัก ชุมปิได้เลียนเสียงร้องของเยติเป็นเสียงแหลมโหยหวนให้กับสถานีโทรทัศน์ ขณะเดียวกันนั้นก็ได้ระดมกำลังผู้เชี่ยวชาญในการทด -สอบหนังหัวนี้ เหมือนกับ ฟีเนียส ฟอกก์ส์ ฮิลลารี่ และดัวก์ ต้องกลับไปยังคัมจุงก์ภายในเวลา 42 วัน มิฉะนั้นตามข้อตกลง ที่ดินและทรัพย์สินของชาวเชอร์ปาของเขาจะต้องถูกยึด พวกเขามาถึงในวันสุดท้ายโดยโดยร่มลงมาจากเฮลิคอปเตอร์พร้อมด้วยหนังหัวที่ถูกรักษาไว้ในกล่องของมัน น่าเสียดายที่มีการตรวจสอบพบว่ามันทำขึ้นมากจากแพะชีโรว์ (SEROW) การสำรวจด้วยกล้องและที่หลบซ่อนไม่มีโชคเลย ฮิลลารี่และดัวก์ ได้ปล่อยให้เยติกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทพนิยายและตำนานต่อไป หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้เปิดเผยว่าหนังหัวเป็นของปลอม และทุ่มเทเวลาเกือบปีในการพิสูจน์มันเท่าที่ประสบการณ์ และเทคนิคจะอำนวย
ทุกวันนี้ในบ้านที่ปูพรมอย่างสวยงามซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับสถานทูตในกาฎมันฑุ เดสมอน ดัวก์ ยังคงสงสัยอยู่อย่างไม่เลิกราถึงการสำรวจในปี 1960 และเขาก็เปลี่ยนความคิดของเขาแล้ว ในตอนนี้เขาเชื่อว่าเยติยังมีอยู่จริง "แม้ว่าเราอาจจะไม่เคยเห็นเยติก็ตาม" เขากล่าว "เราไม่เคยเห็นเสือดาวหิมะเลยไม่ใช่หรือแต่เราก็รู้ว่ามันมีอยู่จริง การสำรวจในครั้งนั้นใหญ่โตเทอะทะมากเกินไป อีกอย่างในช่วงหลายปีต่อมาผมคิดว่าผมไขปริศนาของหนังหัวได้นะ" เขาได้ชี้ข้ามห้องไปยังสิ่งที่เป็นของจำลองที่สมบูรณ์แบบของหนังหัวจากคัมจุงก์ "ผมเดินทางไปยังสิ่งที่เป็นของจำลองที่สมบูรณ์แบบของหนังหัวกำลังสวมสิ่งนี้อยู่ ไม่มีอะไรมาก ปรากฎว่ามันเป็นสิ่งที่พวกเขาทำมันขึ้นได้ปราณีตมาก และก็-สวมมันแทนหมวก" ดังนั้นหนังหัวจึงกลายเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ แต่แม้ว่ามันจะเป็นของปลอม นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเยติไม่ได้มีอยู่จริง
ดัวก์ ผู้ที่ได้ใช้เวลาถึงสามสิบปีในเทือกเขาหิมาลัย และสามารถพูดภาษาของท้องถิ่นได้หลายภาษา ได้บอกว่าชาวเชอร์ปานั้นมีคำที่พูดถึงเยติได้สามอย่างต่างกัน นั่นคือ ดซูท์เทห์ (DZUTEH) ซึ่งมีขนาดใหญ่ มีขนหยาบกระด้างไม่เป็นระเบียบ และมักจะมาโจมตีสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านเขาเกือบจะแน่ใจว่ามันคือหมีบลูแบร์ของธิเบต ซึ่งไม่เคยมีชาวตะวันตกคนใดเคยได้เห็นมัน แม้ว่าหนังของมันถูกพบครั้งแรกระหว่างทางไปยังเอเชียติก โซไซเอตี้ ในกรุงลอนดอนในปี 1853 สำหรับทุกวันนี้ หลักฐานการมีอยู่ของมันเท่าที่เราได้รู้ก็คือหนังของมันจำนวนครึ่งโหล กะโหลกหนึ่งใบ และกระดูกบางชิ้น "ครั้งหนึ่งผมเคยพบสุภาพสตรีชาวธิเบตผู้หนึ่ง เธอบอกแก่ผมว่า มีหมีบลูแบร์ตัวหนึ่งใน-สวนสัตว์ของพันเชนลามะ ในชิเกต ธิเบต" ดัวก์กล่าวตัว "เธอบอกว่ามันเดินด้วยขาสองขาและตัวใหญ่เท่ากับผู้ชายสูงๆ คนหนึ่ง และมีหน้าตาที่คล้ายกับลิงหรือหมี" โชคร้าย-ที่สวนสัตว์ทั้งหมดถูกกวาดล้างไปหมดด้วยน้ำท่วม
เธลม่า (TEHLMA) แปลว่า "ชายตัวเล็ก" ซึ่งวิ่งไปพลางร้องไปพลาง และชอบสะสมกิ่งไม้ ดัวก์กล่าว "ผมไม่คิดว่ามีปัญหากับเรื่องนี้ ผมคิดว่ามันเป็นลิงกิบบอน (GIB- BON) แม้ว่านักสัตวศาสตร์ความเป็นอยู่ของสัตว์จะบอกว่าเราไม่อาจพบมันได้ทางตอนเหนือของแม่น้ำบรามาปูทระ ในอินเดียก็ตาม
มนุษย์หิมะ ที่แท้จริงตำนานโดยคำกล่าวอ้างของดัวก์มันเรียกว่า มิห์เทห์ (MITH TEH) มันป่าเถื่อน และลักษณะคล้ายลิง กินเหมือนมนุษย์ ปกคลุมไปด้วยขนสีดำแดง มีความคลาสสิคอยู่ที่ "นิ้วเท้าที่กลับหัวกลับหางกัน" และออกหากินในระดับความสูง 6,096 เมตร หรืออาจจะสูงกว่านั้นด้วยซ้ำ
ในปี 1961 เราได้ปล่อยให้ มิห์เทห์กลายเป็นเพียงเทพนิยาย แต่ตอนนี้ผมคิดว่าเราเข้าใจผิดนะ ผมมักจะแสดงให้ชาวเชอร์ปาผู้ที่อ้างว่าเคยเห็นมิห์เทห์ ว่ามันเป็นหมีชนิดหนึ่ง หรือมนุษย์ที่มีความแตกต่างกันออกไป ผมวาดรูปของมนุษย์ยุคนีแอนเดอร์ธาลล์และ GIGANTOPITHECUS , กอลริล่า , ชิมแปนซี , ลิงกิบบอน และอุรังอุตัง แม้ว่า-พวกเขาจะไม่มีความรู้ และไม่ว่าลิงใหญ่นั้นจะเป็นอะไรก็ตาม พวกเขาก็มักจะชี้ลิงตัวหนึ่งซึ่งมักจะเป็นลิงอุรังอุตังอยู่เสมอ เรารู้จากฟอสซิลว่าครั้งหนึ่ง เขามีอุรังอุตังอาศัยอยู่-ทางตอนเหนือของอินเดีย ใครจะรู้ได้ล่ะในเมื่อยังมีป่าทึบซึ่งสามารถซ่อนเผ่าพันธ์ทั้งหมดของเยติเอาไว้ได้ บางทีการเดินทางไกลที่ยากลำบากไปบนเขาสูงชัน คงเป็นอย่างที่ -บาทหลวง เบอร์เดทท์ ได้ให้ข้อคิดเห็นเอาไว้ว่า เพื่อหาน้ำ ซึ่งแหล่งน้ำของมันคงจะแห้งแล้งในเขตล่างของป่า
เรื่องเล่าอื่นๆ ของเยติในหมู่ชาวเชอร์ปา การพบเห็นโดยชาวตะวันตก และเหนือสิ่งอื่นใดรอยเท้าที่ขณะนี้มีการบันทึกเอาไว้มากกว่า 20 รอย รวมทั้งภาพที่ได้นำกลับมาในคริสมาสต์ปี 1979 จากการสำรวจของกองทัพอากาศรักษาพระองค์ พวกชาวสงสัยได้ตั้งคำถามว่าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้จะหาอาหารจากที่ไหนในสถานที่เช่นนั้น ผู้ที่เชื่อถือบอกว่า ก็มีแมวภูเขา (LYNX), หมาป่าขนยาว(WOOLY WOLF), แพะภูเขา (IBEX) และจามรี ยังหากินอยู่ในที่ที่สูงเกินกว่า 5,486 เมตร ได้เลยนี่ แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่มีใครให้คำอธิบายที่น่าพอใจกับภาพถ่ายเช่นของ ชิพตั้มและลอร์ด ฮันต์ ซึ่งดูเหมือนจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารอยเท้าของสัตว์ตัวนั้นจะต้องหนักกว่ามนุษย์มาก มันสามารถจะเดินเป็นระยะทางไกลด้วยขาสองขา และทิ้งรอยเท้าที่ไม่เหมือนสัตว์ชนิดอื่นที่เรารู้จักกันเลย

ชื่อเต็มๆของจังหวัดกรุงเทพ


-: ชื่อเต็มของกรุงเทพฯ :-
กรุงเทพมหานคร อมรรัตรโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์
อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์
-: คำอ่านภาษาไทย :-
กรุงเทบมะหานะคอน อะมอนรัดตระนะโกสิน มะหินทรายุดทะยา มะหาดิลกพบ นบพะรัดราดชะทานีบูรีรม
อุดมราดชะนิเวดมะหาสะถาน อะมอนพิมานอะวะตานสะถิด สักกะทัดติยะวิดสะนุกำประสิด
-: คำอ่านภาษาอังกฤษ :-
KRUNGTHEPMAHANAKHON AMONRATTANAKOSIN MAHINTHRAYUTTHAYA MAHADILOKPHOP
NOPPHARATRATCHATHANIBURIROM UDOMRATCHANIWETMAHASATHAN AMONPHIMAN - AWA
- TANSATHIT SAKKATHATIYAWITSANUKAMPRASIT
-: คำแปลเป็น ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ :-
กรุงเทพมหานคร อมรรัตรโกสินทร์ มหินทรายุธยา
แปลอังกฤษ : City of Angels, Great City of Immortals,
แปลไทย : พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร เป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นนครที่ไม่มีใครรบชนะได้
มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์
แปลอังกฤษ : Magnificent City of the Nine Gems, Seat of the King,
แปลไทย : มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง
อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต
แปลอังกฤษ : City of Royal Palaces, Home of the Gods Incarnate,
แปลไทย : มีพระราชนิเวศใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตาร
เรื่องน่ารู้ วิธีดับร้อน แบบง่ายๆ

หาไอติมกิน แนะนำว่าให้ไปกินตามห้างจะได้ประหยัดแอร์ที่บ้านด้วย
ถ้ายังไม่หายร้อนให้ไปหาน้ำแข็งใสกิน
เสื้อผ้าก็อย่าใส่สีเข้มอย่างสีดำเพราะจะทำให้รู้สึกร้อนมากกว่าเดิม
เลือกใส่เสื้อผ้าทำจากผ้าฝ้าย จะช่วยระบายอากาศและความร้อนได้ดี หรือถ้าอยู่บ้านจะใส่น้อยชิ้นก็ไม่มีใครว่า แต่ถอย่าแก้ผ้ามันน่ากลัว
ดื่มน้ำอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวันหรือมากเท่าที่คุณจะดื่มได้ นอกจากไม่ร้อนแล้ว ยังดีต่อการขับถ่ายด้วย
ปิดม่านตอนกลางวัน และเปิดรับอากาศเย็นตอนกลางคืน ทางที่ดีไม่ควรอยู่บ้าน แต่ไปอยู่ห้างดีกว่า
อย่าไปวิ่งเล่นนอกบ้านตอนเที่ยง
ลดอาหารที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศและเลือกกินผักผลไม้ที่มีน้ำเยอะ เช่น แตงโม
กางร่ม สวมหมวกทุกครั้งที่ออกแดด
ความร้อนจะทำให้รู้สึกง่วง การงีบหลับสักพักจะช่วยให้กระปรี้กระเปร่า แต่ไม่ใช่นอนอืดทั้งวันนะ
พกกระปุกสเปรย์ใส่น้ำสะอาดติดตัวไว้ฉีดตามหน้า แขน ขา ช่วยดับร้อนและรู้สึกสดชื่นได้ดี
อาบน้ำให้ตัวเย็น จะได้ใจเย็นไปด้วย
วิธีสังเกตอาการ โรคมะเร็ง ด้วยตัวเอง


มะเร็งปากมดลูก อาการมีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณ อาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูดเนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้
มะเร็งในมดลูก อาการมีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่า มีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง
มะเร็งรังไข่ อาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง
มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติ มักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ และมักจะเกิดร่วมกับอาการปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย บางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง
มะเร็งปอด อาการมักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลาย น้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บหน้าอกและหายใจลำบาก หรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
มะเร็งตับ อาการปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด
มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการมีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ
มะเร็งสมอง อาการปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรงหรือการเป็นลมโดยกะทันหัน อวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงาน เช่น มีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการ เหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย
มะเร็งในช่องปาก อาการมีก้อนบวมอยู่ในปากหรือที่ลิ้นเป็นเวลานาน มีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือก เนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำ หรือ เป็นเวลานาน
มะเร็งในลำคอ อาการเสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันที ทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้
มะเร็งในกระเพาะอาหาร อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว อาเจียนออกมาเป็นเลือด ท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อยบ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้อง หรือรู้สึกตื้อแม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ
มะเร็งทรวงอก อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวม หรือผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้น มีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้ บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานาน ควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียก ว่า ซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกันแน่
มะเร็งลำไส้ อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดท้องอย่างมาก และระบบการย่อยผิดปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้เกิดอาการติดเชื้อในบางส่วนของร่างกาย
มะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานาน ตลอดจนไฝหรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้ อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า เมลาโนมา (Melanoma) คือ เนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระ จุดด่างหรือไฝ โดยเฉพาะถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติ
วิธีจัดอารมณ์โกรธ ด้วยตัวเอง
1.รู้อารมณ์โกรธที่เกิดขึ้น ร่างกายของคุณมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หัวใจเต้นมากขึ้น รู้สึกร้อนๆ บริเวณใบหน้า การหายใจสั้นลง
2.ยอมรับความโกรธที่เกิดขึ้น ช่วยให้ความโกรธลดลงเพราะการยอมรับทำให้ความโกรธลดลงอันนี้ต้องลองทำกันดู หากเรายิ่งโทษสิ่งแวดล้อมแน่นอนว่ามีปัจจัยต่างๆที่ทำให้โกรธแต่เราอาจมี
3.หายใจเข้าออกลึก ๆ ผ่อนคลายตนเอง อาจเป็นการพูดคุยระบายกับคนที่คุณไว้ใจ หรือหากหาคนรู้ใจไม่ได้ ก็หาทำกิจกรรมที่ตนเองชอบ เช่น การอ่านหนังสือ ฟังเพลง ไปเที่ยว
4.หากรู้สึกควบคุมไม่ได้ ให้ออกมาจากสถานการณ์นั้นก่อน และควรขอตัวคู่สนทนา อาจบอกวันนี้ขอคุยเรื่องนี้เพียงเท่านี้ก่อน
5.ปรับเปลี่ยนความคิด คิดแบบใดก็ได้ที่ทำให้โกรธน้อยลงการขัดแย้งหลายครั้งก็นำไปสู่การ เปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์และการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
6.หลีกเลี่ยงการนินทา เพราะนำไปสู่ความเข้าใจผิดและเกิดความขัดแย้งมากขึ้น
ข้อควรระวัง สิ่งที่ควรหยุดทำทันทีใน Facebook คือ…
7 สิ่งที่ควรหยุดทำทันทีใน Facebook คือ
1.ใช้รหัสผ่านแบบง่ายๆ : หลีกเลี่ยงการใช้ชื่อธรรมดา รือคำทั่วไปที่สามารถหาพบได้ในพจนานุกรม หรือแม้แต่ตัวเลขที่ลงท้ายรหัสผ่านดังกล่าว ควรใช้การผสมระหว่าง ด้านหน้า ด้นหลังตัวอักษร ด้วยตัวเลข หรือสัญลักษณ์ รหัผ่านควรมีแปดตัวอักษรอย่างน้อย เทคนิคที่ดีอย่างหนึ่งคือ การเพิ่มตัวเลขหรือสัญญลักษณ์ระหว่างกลางคำผ่าน
2.ระบุวันเดือนปีเกิดในข้อมูลสาธารณะ : โจรภัยทางข้อมูลแบบเบื้องต้น ผู้ไม่หวังดีมักจะใช้ในการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวคุณ เพราะมันจะมีประโยชน์อย่างมากในการเข้าถึงข้อมูลธนาคารหรือบัตรเครดิต ถ้าคุณได้ระบุวันเกิด ให้กลับไปที่ข้อมูลส่วนตัว เข้าไปแก้ไขข้อมูลส่วนตัว ระบุข้อมูลพื้นฐานคือ ไม่แสดงวันเกิดในข้อมูลส่วนตัว หรือ แสดงเฉพาะวันและเดือนเกิดในหน้าข้อมูลส่วนตัว ( การติดต่อสอบถามเกี่ยวกับบัตรเครดิต มักจะต้องตอบข้อมูลเรื่องนี้ด้วย)
3.ตรวจสอบการใช้งานของข้อมูลส่วนตัว : ข้อมูลทั้งหมดใน Facebook คุณควรกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงของเพื่อน หรือเพื่อนของเพี่อน หรือตัวคุณเอง เช่น การเข้าชมรูปภาพ วันเกิด ศาสนา และข้อมูลของครอบครัว หรือสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวคุณเอง เช่น ข้อมูลในการติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ สถานที่อยู่ ควรจำกัดสิทธิ์เฉพาะบุคคลหรือกลุ่มที่สามารถจะเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว หรือจัดการบล็อก(ห้าม)บุคคลบางคน หรือไม่ให้บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว
4.ระบุชื่อบุตรหลาน : โดยมีข้อความที่อธิบายหรือตำบรรยายใต้ภาพประกอบ ใม่ควรระบุชื่อบุตรหลานหรือป้ายกำกับ( tags) หรือ มีคำอธิบาย/บรรยายรายละเอียดใต้ภาพ และถ้าได้มีคนอื่นหรือเพื่อนคุณทำเช่นว่านั้น ก็ขอให้ช่วยแก้ไขหรือลบออกพร้อมกับป้ายกำกับด้วย แต่ถ้าชื่อบุตรหลานของคุณไม่ได้อยู่ใน Facebook แต่ได้มีบางคนได้ระบุข้อมูลดังกล่าวไว้ใน ป้ายกำกับ( tags) หรือ หรือมีคำอธิบายหรือบรรยายรายละเอียดใต้ภาพ ก็ขอให้เจ้าของข้อมูลดังกล่าวแก้ไข/ลบออกด้วย ( เป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีใช้ข้อมูลดังกล่าว ในการก่ออาชญากรรมบางเรื่องได้ง่าย เพราะรู้ว่าเป็นลูกหลานของใครมีฐานะการเงินเป็นเช่นไร)
5.การบอกว่า กำลังออกจากบ้าน : เป็นนัยที่สื่อความหมายว่า ไม่มีใครอยู่ในบ้าน หรือคล้ายเป็นการปิดป้ายว่า “ ไม่อยู่ ” ไว้ที่หน้าบ้านเช่นกัน ให้รอจนคุณกลับถึงบ้านแล้วค่อยบอกถึงการผจญภัยหรือความสนุกสนาน ในการเดินทางหรือการใช้วันหยุดพักผ่อน โดยอาจจะไม่ต้องระบุ วันเดือนปีที่เดินทางก็ได้ หรือระบุวันเดือนปีที่เดินทางให้คลุมเครือไม่ชัดเจน
6.การปล่อยให้ Facebook ค้นหา : พบคุณ เพื่อป้องกันคนแปลกหน้าเข้าถึงหน้าข้อมูลของคุณ ให้ไปที่การค้นหาของ Facebook ข้อมูลส่วนตัว และเลือกเฉพาะเพื่อนเท่านั้นของ Facebook ที่จะค้นพบข้อมูลดังกล่าว และให้มั่นใจว่ากล่องข้อมูลสาธารณะไม่ได้ระบุให้เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้
7.อย่าให้เด็กใช้ Facebook โดยไม่ตรวจสอบควบคุม : แม้ว่า Facebook จะไม่อนุญาตให้เด็ก อายุต่ำกว่าสิบสามขวบหรือยังไม่ถึงเกณฑ์ใช้งาน แต่หลายคนก็ทำการปลอมอายุเข้าไปใช้ได้ ถ้าคุณมีเด็กหรือวัยรุ่นในความปกครองใช้ Facebook วิธีการที่ดีที่สุดในการตรวจสอบและควบคุม คือ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มเพี่อนของเขา หรือให้ใช้ email ของคุณแทนในการติดต่อระหว่างบัญชีของเขา เพื่อที่คุณจะได้รับข้อความหรือตรวจสอบการใช้งานของเขา “ เพราะสิ่งที่พวกเขาคิดว่าไม่เป็นไร ไม่มีอะไร กลับกลายเป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างง่ายดาย ” ยกตัวอย่างเช่น มีเด็กคนหนึ่งมักจะบอกว่า ” แม่กำลังจะกลับบ้านแล้ว ฉันต้องไปล้างจาน” มักจะบอกทุก ๆ วัน ในเวลาเดิมเสมอ มันเป็นการบอกเวลาที่ชัดเจนมาก เกี่ยวกับการเดินทางไปกลับของพ่อแม่ ( บอกช่วงเวลาที่ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ที่บ้าน คนร้ายอาจกะระยะเวลาก่อกรรมทำชั่วได้ง่ายขึ้น)
อย่าลืมว่า การใช้งาน หรือการเล่น Facebook ก็เหมือนเราอยู่ในที่สาธารณะ ใครๆก็สามารถรู้จักเราได้ ผ่านสื่อกลางจาก Facebook อะไรก็ตาม มีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย อยู่ที่ว่า เราจะเอาข้อดีจากการใช้งานจาก Facebook ได้มากแค่ไหน อะไรที่เป็นความลับ เก็บๆไว้บ้าง ไม่เป็นไรหรอกค่ะ
คำพูดจากคนรอบข้าง ทำให้เราหมดกำลังใจ

1.เธอก็เคยลองทำมันมาก่อน เธอก็รู้มันไม่ได้ผล นั่นอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้ บางครั้งคุณต้องใช้ความพยายามหลาย ๆ ครั้งเพื่อที่จะประสบความสำเร็จ ความผิดพลาด ครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง หรือครั้งที่ร้อย จะไม่สามารถส่งผลต่อความพยายามของคุณ หากคุณตั้งใจจะทำจริง ๆ
2.เธอไม่เคยทำเลยนะ คุณอาจจะรู้สึกว่า การเริ่มทำอะไรสักอย่างเป็นเรื่องที่ยาก แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ช่วงเริ่มต้นเท่านั้น เพราะหลังจากนั้น คุณจะรู้ว่าอะไรที่มันใช้ได้และอะไรที่ใช้ไม่ได้ และจะสามารถนำมาปรับใช้ได้ถูก เพราะในบางครั้ง สิ่งที่คุณต้องการก็เพียงแค่ตัดสินใจที่จะลงมือทำจริง ๆ
3.เธอรู้รึเปล่า ว่าคนส่วนใหญ่ เค้าล้มเหลวกันในเรื่องนี้ คนทุกคนล้วนแล้วเเต่เคยผ่านความล้มเหลวมาแล้วทั้งนั้น คุณเพียงแค่ต้องจดจำเอาไว้เสมอและอย่าตกใจ หากความพยายามครั้งที่หนึ่งหรือครั้งทีร้อยของคุณมันจะไม่เป็นไปอย่างที่คุณ คาดหวัง ความล้มเหลวในครั้งนี้ไม่จำเป็นว่าจะทำให้คุณล้มเลิกความคิดทุกสิ่งทุกอย่าง
4.นั่นเป็นความคิดที่ดีนะ แต่ฉันไม่คิดว่าคนอื่น ๆ จะชอบ นี่คือประโยคที่คนส่วนใหญ่มักจะพูดเมื่อมีใครสักคนเริ่มต้นทำธุรกิจหรือคิด ค้นอะไรซักอย่าง และนั่นก็มักจะทำให้ความหวังของคนที่เสนอไอเดียพลอยหลุดลอยไปด้วย นี่เป็นเหตุผลว่า บางทีคุณก็ไม่จำเป็นต้องบอกไอเดียของคุณกับครอบครัวหรือเพื่อน ก่อนที่คุณจะได้ลองศึกษาหาข้อมูลก่อน
5.เธอแน่ใจนะว่าเธออยากจะเจอกับความล้มเหลวหรือการถูกปฎิเสธ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้คนมากมายต่างก็ล้มเหลวด้วยกันทั้งนั้น แต่ข้อสำคัญคือ ใครกันที่ไม่ล้มเลิกความตั้งใจ และพยายามจนถึงที่สุด
ความสำเร็จ เริ่มจากความล้มเหลวมาก่อน ถ้าเรากลัวความผิดพลาด กลัวความล้มเหลว เราจะไม่มีทางประสบความสำเร็จ

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555

ดูโทรทัศน์มาก อาจทำให้เสียชีวิตได้

ผลวิจัยโดย David Dunstan นักวิจัยชาวออสเตรเลีย จากสถาบัน Baker IDIHeart and Diabetes ในเมลเบิร์น (Melbourne) ที่สำรวจจากชายหญิง ที่มีสุขภาพดีอายุ 25 ปีขึ้นไป จำนวน 8,800 คน เป็นเวลา 6 ปี
พบว่า 80% ของผู้ที่ดูโทรทัศน์มากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน มีแนวโน้มเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด มากกว่าผู้ที่ดูโทรทัศน์น้อยกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน และในการดูโทรทัศน์ที่เพิ่มขึ้นทุก 1 ชั่วโมง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดถึง 18% เนื่องจากการทำกิจกรรมที่นั่งเฉยๆ เช่น ดูโทรทัศน์นานๆ ทำให้พวกเราไม่ขยับตัวเป็นเวลานาน ทำให้กระบวนการเผาผลาญในร่างกายช้าลง และส่งผลให้เกิดการเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ
คำแนะนำสำหรับกรณีนี้ คือ หลีกเลี่ยงการการนั่งเป็นเวลานาน เปลี่ยนอิริยาบทขยับร่างกายในส่วนที่ไม่ค่อยได้ขยับบ้าง หรือในขณะชมโทรทัศน์ควรทำกิจกรรมอื่นที่ได้ขยับตัวบ้าง เช่น พับเสื้อผ้าที่ซักแล้ว หรือเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ด้วยการลุกเดินไปกดเองแทนการใช้รีโมท

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

10 ของใช้ใกล้ตัวที่สะสมเชื้อโรคไว้มากที่สุด!!

>> ฟองน้ำล้างจาน ด้วยวัสดุและรูป ลักษณ์ของมันที่เต็มไปด้วยรูพรุนที่สามารถใหน้ำ อากาศ ออกซิเจน เศษอาหารเข้าไปอาศัยอยู่ จึงเป็นแหล่งชุมชนแออัดของเหล่าเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี แล้วคิดดูสิคะว่า ฟองน้ำที่เราใช้ล้างจานอยู่ที่บ้านทุกวันนั้นจะสกปรกแค่ไหน (-*-) ... อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ เราสามารถทำความสะอาดฟองน้ำให้ปราศจากเชื้อโรคได้โดยวิธีง่ายๆ คือ เอาไปต้มหรือให้ความร้อนผ่านไมโครเวฟซัก 60 วินาที แค่นี้ก็จัดการกับเชื้อโรคตัวร้ายได้แล้วล่ะ

>> อ่างล้างจาน เชื่อรึเปล่าคะว่า บริเวณอ่างล้างจานในบ้านเรา แต่ละตารางนิ้วนั้นมีเชื้อโรคอาศัยอยู่ถึง 500,000 ตัว OMG!!! ตายแล้วน่ากลัวมากๆ ... วิธีทำความสะอาดขจัดคราบที่คู่ควรกับตัวเลขห้าแสนนี้ ก็คือ ใช้โซดาไฟหรือน้ำส้มสายชูราดทำความสะอาดมันซะ แล้วตามด้วยน้ำเปล่าตามไปอีกที

>> อ่างอาบน้ำ คิดไม่ถึงล่ะสิว่า ที่นี่จะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคเหมือนกัน ก็แหม คิดดูสิคะ ถ้าเราแช่น้ำในอ่างทุกวันคราบความสกปรกจากร่างกายเราก็ไปติดอยู่ที่อ่างมาก มาย และถ้าเราไม่หมั่นทำความสะอาดล่ะก็ รับรองได้เลยค่ะว่าอ่างอาบน้ำของเราจะเป็นฟาร์มเพราะพันธุ์เชื้อโรคชั้นดี เลยทีเดียว ... วิธีที่ดีที่สุดคือ ควรทำความสะอาดมันสัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อยนะคะ

>> รีโมททีวี กดกันได้กดกันดี เป็นอุปกรณ์ประจำบ้านที่กดกันทั้งครอบครัว แต่เชื่อเถอะค่ะว่า กว่า 90% เรามักจะไม่ได้ทำความสะอาดมันทั้งๆ ที่เราออกจะหยิบสอยใช้มันออกจะบ่อย ทำความสะอาดบ้านครั้งหน้าก็อย่าลืมหยิบรีโมทไปเช็ดถูกันบ้างนะคะ

>> ตะกร้าช้อปปิ้ง เป็นสิ่งของที่ผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะเป็น ของสด ของแห้งจากตลาด หรือความสกปรกจากพื้นเวลาที่เราวางตระกร้า สาระพัดสาระเพเชื้อโรคจากทั่วทุกสารทิศก็มารวมกันอยู่ที่ตระกร้าใส่ของที่เราใช้อยู่ทุกวันนี่ล่ะค่ะ -*-

>> ฝาที่นั่งชักโครก ฝาชักโครกที่บ้านเราอาจจะสะอาด(ประมาณนึง) เพราะเราทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ แต่ฝาชักโครกสาธารณะตามสถานที่ต่างๆ นี่สิคะน่ากลัวเป็นที่สุด โดยมีรายงานระบุว่า ทุกตารางนิ้วบนฝานั่งชักโครกมีเชื้อโรคอาศัยอยู่ถึง 295 ตัว -*-

>> โทรศัพท์มือถือ เดี๋ยวหยิบมาโทรคุย เดี๋ยวหยิบมาดูหนังฟังเพลง เดี๋ยวหยิบมาเล่นเกมส์ ... เชื่อไหมคะว่าโทรศัพท์มือถือที่เราใช้กันอยู่ประจำในชีวิตประจำวันนั้น เพียบพร้อมไปด้วยปัจจัยความเจริญของเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิอุ่นๆ เหมือนร่างกายมนุษย์ที่เชื้อโรคชอบ พร้อมซอกซอยร่องหลืบง่ายต่อการกบดานหลบหนี และยังเต็มไปด้วยโภชนาการและอาหารจากน้ำลายและขี้ไคลมนุษย์(แหวะ!!) แค่คิดก็สยองแล้วล่ะ

>> คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์กินข้าว กินขนม แต่งหน้า หวีผม หรือบางคนก็เม้าท์พ่นไฟแชทหน้าเวบแคม รู้รึเปล่าคะว่าคีย์บอร์ดนั้นเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีเลยทีเดียวล่ะค่ะ โดยเฉพาะเศษอาหาร ผิวหนัง เหงื่อไคลต่างๆ ที่ผู้ใช้คอมทำตกลงไปในคีย์บอร์ด -*- ซึ่งหลายคนก็ไม่ค่อยสนใจหรอกค่ะ เพราะว่าส่วนใหญ่ความสกปรกต่างๆ มันจะตกลงไปในร่องคีย์บอร์ด ทำให้ยากต่อการมองเห็นว่าสกปรกและยากต่อการทำความสะอาด ทำให้ไม่มีใครสนใจจะทำความสะอาดกันเท่าไหร่นัก จึงทำให้คีย์บอร์ดกลายเป็นแหล่งหมักหมมเพาะพันธุ์เชื้อโรคชั้นดี รายงานระบุว่าคีย์บอร์ดที่ได้รับการสำรวจนั้นสกปรกกว่าฝานั่งชักโครกถึง 40 เท่าเลยทีเดียว OMG!!!!

>> สวิตช์เปิดจะบอกให้นะคะว่าเชื้อโรคมักจะไปสะสมอยู่ตามปุ่มสวิทปิดเปิดไฟที่ต้องกดกันอยู่ทุกวัน ผู้เชี่ยวชาญเผยว่าทุกๆ ตารางนิ้วบนสวิตช์ไฟที่เราเอานิ้วไปโดน เชื้อโรคสามารถย้ายสำมโนครัวตามติดมือไปได้ถึง 217 ตัวเลยล่ะค่ะ

>> เงิน ได้แก่ ธนบัตร เหรียญ มีเงินเรียกน้อง มีทองเรียกพี่ แต่มีเชื้อโรคอยู่แบบนี้เขาเรียกว่า หายนะ ค่ะ!!! ... แบงค์ที่เราหยิบจ่ายซื้อของกันอยู่ทุกวันนี้ มีเชื้อโรคอยู่ประมาณ 135,000 ตัว และพวกเราทุกคนก็มีโอกาสที่จะได้รับเชื้อโรคนั้นกันอยู่ทุกครั้งที่จับแบงค์ ตายแล้ว แล้วแบบนี้จะทำยังไงกันล่ะคะ T^T

วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555



ในโลกนี้มีสัตว์หลายประเภททั้งที่ดูน่ารัก สวยงาม แต่ก็มีสัตว์อีกประเภทที่มีพิษร้ายแรง วันนี้ผมขอนำทุกท่านให้รู้จักกับ 10 สุดยอดสัตว์ที่มีพิษที่สุดในโลกมาให้รู้จักกันครับ เผื่อท่านใดเกิดไปเที่ยวแล้วเจอเข้าก็จะได้รู้ทันป้องกันไว้ก่อนครับ

อันดับที่ 10 Puffer Fish ปลาปักเป้า




ปลา ปักเป้า คือสัตว์มีพิษที่มีคนนิยมบริโภคมาก โดยเฉพาะในแถบประเทศญี่ปุ่น (ปลาปักเป้าภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ฟูกุ) และเกาหลี (ในส่วนของภาษาเกาหลีจะเรียกว่า บ๊อค ฮัง) โดนเนื้อปลาปักเป้านั้น จริงๆแล้ว ไม่ได้มีพิษ แต่ส่วนที่มีพิษก็คือพวกผิวหนังและเครื่องในของปลาปักเป้า แต่พิษเหล่านี้มักจะซึมเข้าไปในเนื้อตอนแล่ พ่อครัวที่จะแล่ปลาปักเป้าต้องมีใบอนุญาติกันเลย ถ้าหากกินพิษของปลาปักเป้าไป อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ในทันที


อันดับที่ 9 Poison Dart Frog กบลูกดอก




กบ ลูกดอกสีน้ำเงินนั้นเป็นสัตว์ ที่อยู่ในป่าฝนในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ เป็นกบที่มีสีสันสวยงามแต่พิษของมันร้ายแรงมาก พิษของกบลูกดอก 1 ตัว สามารถฆ่าคนได้ถึง 10 คนและหนูถึง 20,000 ตัว พิษของมันเพียง 5 ไมโครกรัม (เท่ากับปลายเข็ม) ก็สามารถฆ่าคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ๆได้ พิษของมันถูกนำมาใช้ ในลูกดอกอาบยาพิษของอินเดียแดง มันจึงถูกเรียกว่ากบลูกดอก

อันดับที่ 8 Inland Taipan งูไทปันโพ้นทะเล




งูไทปันถูกพบได้มากในทวีป ออสเตรเลีย เป็นงูที่มีพิษร้ายแรงมาก พิษที่มันปล่อยออกมาจากการกัดหนึ่งครั้ง สามารถฆ่าคนได้ถึง 100 คน หรือหนู 250,000 ตัว พิษของมันสามารถฆ่าคนได้ภายใน 45 นาที แต่อย่างไรก็ตาม งูไทปันเป็นงูที่ค่อนข้างขี้อาย ไม่เคยมีการบันทึกว่ามีคนตายจากพิษของมัน

อันดับที่ 7 The Brazillian Wandering Spider แมงมุมบราซิล




แมงมุม บราซิลหรือแมงมุมกล้วย ได้รับการบันทึกลงในกินเนสเวิลด์เรคคอรด์ว่าเป็นแมงมุมที่มีพิษร้ายแรงที่ สุดในโลก พิษของมันมีพิษทำลายประสาท พวกมันจะอันตรายอย่างมากเพราะโดยนิสัยของมันแล้วมันชอบแอบอยู่ตามรองเท้า ตู้เสื้อผ้า แม้กระทั่งในรถยนต์ พิษของมันถ้าโดนกัดนอกจากจะทำให้เจ็บปวดอย่างมากแล้ว มันจะทำให้อวัยวะเพศของเราควบคุมไม่ได้ และถ้ารอดตายจากการโดนมันกัด มันก็จะทำให้เราเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ


อันดับที่ 6 Stonefish ปลาหิน


ถ้า แข่งกันในเรื่องของความสวย งามแล้ว ปลาหิน ท่าทางจะแพ้อย่างขาดลอย แต่ถ้าแข่งกันเรื่องความรุนแรงของพิษแล้วละก็ เจ้าปลาหินไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน มันได้ชื่อว่าเป็นปลาที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก พิษของปลาหินนี้จะอยู่ในหนามของตัวมันเอง มีคนบอกว่า ถ้าคุณโดนมันแทงเข้าละก็ คุณจะได้ลิ้มรสความเจ็บปวดเท่าที่มนุษย์จะเจ็บได้เลยทีเดียว นอกจากจะเจ็บสุดๆแล้ว มันจะทำให้คุณเป็นอัมพาต แล้วก็ตายได้ในที่สุด




อันดับที่ 6 Stonefish ปลาหิน



แมงป่องโดยทั่วไปนั้น ถึงแม้ว่าจะโดนกัด พิษของมันก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรมนุษย์ได้มากนัก อาจจะเจ็บปวดนิดหน่อย แต่?มันไม่ใช่สำหรับแมงป่องพันธุ์เดธท์ สตอล์คเกอร์เลย เพราะพิษของมันสามารถทำลายระบบ ประสาทได้ ถ้าคุณโดนมันกัด คุณจะปวดอย่างมหาศาล จากนั้นจะตามมาด้วยอาการไข้ขึ้น เป็นอัมพาต และตายในที่สุด แต่ถึงแม้พิษมันจะร้ายแรงมาก แต่มันก็ไม่สามารถฆ่ามนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่ได้ แต่ว่ามันจะเป็นอันตรายต่อ เด็ก ทารก คนแก่ อย่างมาก ถึงแม้ว่ามันไม่สามารถที่จะฆ่าผู้ใหญ่ได้ แต่มันก็ทำให้เป็นอัมพาตได้นะ



อันดับที่ 4 Blue-Ringed Octopus ปลาหมึกแหวนน้ำเงิน





ปลา หมึกแหวนน้ำเงินนั้นมีขนาด ที่เล็กมาก ขนาดประมาณลูกกอลฟ์เท่านั้นเอง แต่ขนาดไม่ใช่ปัญหาสำหรับความรุนแรงของพิษมันเลย เพราะพิษมันสามารถฆ่าคนได้ภายในไม่กี่นาที และที่สำคัญ มันยังไม่มียาแก้พิษ =.= ถ้าโดน ปลาหมึกแหวนน้ำเงินกัดละก็ คุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรมากหรอก แต่ว่าพิษมันจะเริ่มทำลายระบบประสาทของคุณ หลังจากนั้นคุณจะรู้สึกอ่อนแอและคุณก็จะเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ ระบบการหายใจจะเริ่มล้มเหลว หลังจากนั้น ก็ตายในที่สุด


อันดับที่ 3 Marbled Cone Snail หอยเต้าปูนลายหินอ่อน





หอย เต้าปูนตัวเล็กๆ สีสันสวยงาม แต่!!! พิษของมันน่ะเหรอ เพียงแค่หยดเดียว สามารถฆ่าคนได้ถึง 20 คน ถ้าคุณเล่นน้ำที่ทะเลที่มันค่อนข้างอุ่นๆแล้วเห็นเจ้าตัวนี้อยู่ อย่าคิดที่จะหยิบมันมาเล่นเลย แค่ดูมันอยู่ห่างๆก็พอแล้ว เพราะถ้าคุณโดนพิษมันเล่นงานละก็ คุณจะปวด หลังจากนั้นก็จะเริ่มบวม ระบบการหายใจเริ่มล้มเหลว ร่างกายจะคันหยุกหยิก เป็นอัมพาต แล้วก็ตายในที่สุด แต่ยังไงก็ตาม มีรายงานว่ามีแค่ 30 คนเท่านั้นที่ตายเพราะหอยเต้าปูน

อันดับที่ 2 งูจงอาง





งู จงอางหรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Ophiophagus hannah เป็นงูพิษที่มีลำตัวยาวที่สุดในโลก ด้วยขนาดโตสุดที่ 5.6 เมตร งูจงอางนั้น เรารู้กันว่าอาหารโปรดของมันก็คือ งู !!! นั่นหมายความว่ามันกินสัตว์ตระกูลเดียวกัน และเพียงแค่โดนมันกัดเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้คนตายได้อย่างง่ายๆ และพิษของมันนั้น สามารถฆ่าช้างที่โตเต็มวัยได้เพียงแค่ 3 ชั่วโมง ในส่วนประกอบของมันแตกต่างกับพิษงูโดยทั่วไป ที่สำคัญมันพบได้ทั่วไปในทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และในประเทศไทย

อันดับที่ 1 Box Jellyfish แมงกระพรุนกล่อง





และ แล้วแมงกระพรุนกล่องก็ได้ เป็นแชมป์สัตว์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก รายงานว่ามันฆ่าคนไปแล้ว 5,567 คน พิษของมันนั้นจะไปทำลาย หัวใจ ระบบประสาท ผิวหนัง และที่สำคัญ ถ้าโดนพิษมันจะเจ็บปวดอย่างที่สุด ส่วนใหญ่คนที่โดนพิษมันนั้นจะช็อค และหัวใจล้มเหลวก่อนที่จะกลับเข้าถึงฝั่ง แต่ถ้าคุณโดนพิษมันก็ยังมีโอกาสที่จะรอดอยู่นั่นคือ ต้องรีบเอาน้ำส้มสายชู มาล้างอย่างน้อย 30 วินาที เพราะมันจะทำลายพิษของแมงกระพรุนกล่องก่อนที่มันจะเข้าไปสู่กระแสเลือ






ห้า โรค ที่ ผู้ หญิง ไม่ อยาก เป็น ...

1. เชื้อราในช่องคลอด
ตรวจภายในกับสูตินรีแพทย์ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเหมือนไปหาแพทย์ผิวหนังเพื่อรักษาสิว และยังมีอาการคันแปลกๆที่ถ้าใครรู้จะคิดว่าเราเป็นผู้หญิงไม่รักษาความสะอาดหรือเปล่า?
ไม่ต้องอาย: คุณมีเพื่อน!!ผู้หญิงไทย 1 ใน 10 คน รู้รสอาการคันนี้มาแล้ว และคนที่มีโอกาสเป็นมากคือ คนที่รักษาความสะอาดมากที่สุด (พอๆกับคนที่สกปรกที่สุด)
อาการ: "คัน" คืออาการแรกที่รู้สึกได้และจะรู้สึกมากขึ้น บ่อยขึ้น ไม่เลือกเวลา จนทนไม่ไหวต้องไปหาหมอ มีตกขาวเหมือนผงแป้งในช่องคลอด หรือปากช่องคลอด ฉี่แสบขัด ช่องคลอดแดง แสบและแห้ง ต้นเหตุของอาการ "จิมมี่รา" มาจากเชื้อราแถวจุดซ่อนเร้น ที่ชอบความอับชื้น ถ้ายิ่งรัด ยิ่งอับ เชื้อราจะมาได้ง่าย แต่ถ้าสะอาดเกินไปล้างทุกครั้งใช้น้ำยาทำความสะอาด"น้องสาว"ตลอดเวลา เชื้อโรคดีดีในช่องคลอดก็ถูกทำลาย ไม่มีอาวุธต่อสู้กับเชื้อรา ก็เป็นได้เหมือนกัน
ดูแลตัวเอง
Don't
1.หมกชุดชั้นในนานแล้วค่อยซักครั้งหนึ่ง เชื้อราจะเกิดได้ง่ายเพราะชื้นและอาจมีคราบแป้งตกขาวติดอยู่ที่ชั้นใน
2.นุ่งกางเกงรัดๆหรือนุ่งสเตย์รัดๆ
3.ตากชั้นใน ผ้าเช็ดตัวในห้องน้ำ
4.ใช้สายฉีดน้ำชำระล้างจุดซ่อนเร้น
5.กินยาฆ่าเชื้อหรือแก้อักเสบบ่อยๆ
Dos
1. ถ้าเริ่มรู้สึกคันๆ ผิดปกติ ให้ทานโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวให้มากๆเข้าไว้ "แลคดตบาซิลลัส" ช่วยคุณได้
2. พักผ่อนให้พอ ไม่เครียด ทำร่างกายให้แข็งแรง จะได้มีภูมิต้านทานอยู่เสมอ
3. ทำความสะอาด "น้องสาว" ด้วยน้ำสะอาด และเช็ดให้แห้งก็พอ
4. ใส่ชั้นในเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าที่ระบายอากาศได้ดี บางวันอาจจะใส่เป็นสลิปหรือซับในที่เป็นกางเกงแทนบิกินี หรือกางเกงในบ้าง
S.O.S. ถ้าเป็นผื่นแดงๆหรือเป็นขุย ตามง่ามขาหรือขาหนีบ ให้ใช้ครีมที่รักษาเชื้อรา เช่น คาเนสเทนทาวันละ 1-2 ครั้ง (ใช้ทาเฉพาะภายนอก) แต่ถ้าคันในช่องคลอดหนักมาก ต้องใช้ยาเหน็บช่องคลอด เช่น คาเนสเทน วีอาร์ ซึ่งควรให้แพทย์สั่ง เพื่อการรักษาที่ได้ผลเต็มที่และไม่ดื้อยา
2. เริม
"ไปทำอะไรมาล่ะ?" นี่คือความคิดของคนอื่นเมื่อรู้ว่าเราเป็นเริม เพราะแค่จามหรือหายใจรดกัน คงไม่ทำให้เป็นเริมได้ เป็นเริมในร่มผ้ายังพอปิดกันได้ แต่เวลาที่เป็นเริมที่ริมฝีปาก จะหลบหน้าใครเขาได้ไม่ต้องอาย: เริมเป็นโรคติดต่อทางผิวหนัง เกิดจากเชื้อไวรัส อาจติดมาจากใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกันก็ได้ และเริมที่ปากกับอวัยวะเพศมาจากเชื้อคนละตัวกัน (แต่เดี๋ยวนี้เริ่มมาจากเชื้อตัวเดียวกัน เมื่อปากทำงานต่ำลง) สาวโสดก็เป็นได้ ถ้าเริ่มจากเป็นเริมที่ปากแล้วเผลอเอามือไปจับ แล้วไปเกาถึงข้างล่างอาการ: มีตุ่มน้ำใสๆ 2-3 ตุ่มขึ้นรวมกันเป็นกระจุก เจ็บๆคันๆ ถ้าตุ่มแตกจะปวดแสบปวดร้อน เป็นครั้งแรกอาจจะมีไข้ผสมด้วย "เริมเป็นแล้วไม่หายขาด จะกลับมาเมื่อร่างกายอ่อนแอ"
ดูแลตัวเอง
Dos
1. อย่าเครียด รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
2. นอนหลับพักผ่อนให้พอ โอกาสติดเชื้อไว้รัสจะน้อยลง
3. ใส่เสื้อผ้าโปร่งสบาย เริมชอบความอับชื้นและร้อน เพราะไวรัสเติบโตได้ง่าย
4. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
5. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเซ็กซ์
Don't

1. หยุดดื่มเหล้า เบียร์ สำหรับคนที่เคยเป็นแล้ว ถ้าดื่มหนักมากไป เริมจะกลับมาเยี่ยมอีก
2. ใช้เสื้อผ้า ใช้แก้วน้ำร่วมกับคนอื่น
S.O.S. รักษาตามอาการ เช่นถ้าปวด ก็กินยาแก้ปวด และกินยาป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย ถ้าใครปวดมากๆแนะนำให้นั่งแช่น้ำอุ่นในกะละมัง ครั้งละ 10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง หรือทายากลุ่ม acyclovir Zovirax, Vilerm เป็นต้น ส่วนยากินเหมาะกับคนที่เป็นซ้ำบ่อยๆ คือ Zovirax หรือ Valtrex ควรให้แพทย์เฉพาะทางเป็นคนจ่ายยา
3. ริดสีดวง
ถ้าไม่เป็นจะไม่เข้าใจคำว่า "ลมมันเย็น" ได้เลย ถ้าเทียบความอายแล้วอาจจะน้อยกว่าเจ็บ เพราะเวลาที่ความเจ็บมากขึ้น ความอายจะเท่ากับศูนย์
ไม่ต้องอาย: เชื่อหรือไม่? ทุกคนมีสิทธิ์เป็นได้ทั้งนั้นเพราะทุกคนมีเนื้อเยื่อริดสีดวง!!
อาการ: บางคนถ่ายออกมาเป็นเลือดสดหลังถ่ายหนัก บางคนเลือดไม่ออก แต่นั่งไม่ลงเพราะมี "หัวริดสีดวง" ยื่นออกมาข้างนอก (ริดสีดวงภายนอก)หรือบางคนอาจจะเจ็บอยู่ข้างใน (ริดสีดวงภายใน) ซึ่งเกิดจากความดันในหลอดเลือดดำบริเวณประตูหลังเพิ่มมากขึ้นจนโป่งพอง กลายออกมาเป็น "หัวริดสีดวง" อาจจะมาจากท้องผูก ถ่ายท้องบ่อย (ทำให้ต้องเบ่งบ่อยๆ)นั่งถ่าย และถ้าหนักมากขึ้นผนังหลอดเลือดจะแตกปริ ทำให้เกิดแผลและเลือดออกและอาจจะหายหลับเป็นปกติได้เมื่อหายอักเสบแล้ว

ดูแลตัวเอง
Dos
1. ทานผัก ผลไม้และดื่มน้ำเยอะๆ ป้องกันท้องผูก
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลำไส้จะทำงานได้ดีขึ้น
Don't
1. อย่านั่งนานๆ ยืนนานๆ
2. ใส่กางเกงหรือกางเกงชั้นในรัดเกินไป
S.O.S. นั่งแช่น้ำอุ่นวันละ 5-10 นาที วันละ 2-3 ครั้งจะช่วยลดความเจ็บปวดและช่วยให้หัวริดสีดวงยุบลงได้ จากนั้นไปซื้อยาทา เช่น Protosedyl หรือ Anusal ประมาณ 7-10 วัน จะช่วยให้ยุบลงและถ้าไปหาหมออาจจะสั่งให้กินยาให้หลอดเลือดแข็งแรงร่วมด้วย เช่น Daflon
4. ปากเหม็น..เท้าเหม็น..มีกลิ่นตัว
สิ่งที่ลำบากที่สุดเมื่อตกอยู่ในอาการนี้คือ แค่นั่งเฉยๆ กลิ่นก็ยังฟ้อง หน้าตาสวยแค่ไหน ก็กลบกลิ่นไม่ได้ไม่ต้องอาย: ยอมรับความจริงแล้วเริ่มต้นรักษาดีกว่า
อาการ: กลิ่นปากอาจจะเกิดฟันผุ ต่อมทอนซินอักเสบ กลิ่นตัวมาจากต่อมเหงื่อทำงานมากผิดปกติ ทำให้มีแบคทีเรียสะสม จนมีกลิ่นออกมา คนที่กลิ่นเท้าแรงๆอาจจะมีแบคทีเรียอยู่ตามง่ามนิ้วเท้าหรือฝ่าเท้าได้

ดูแลตัวเอง
Dos
+ กลิ่นปาก
1. พกน้ำยาบ้วนปากเป็นประจำ แปรงฟันบ่อยๆและตรวจฟันสม่ำเสมอ
2. เลี่ยงอาหารที่มีรสจัด กลิ่นแรง
+ กลิ่นตัว
1. อาบน้ำฟอกสบู่ที่ผสมตัวยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น สบู่ผสมเฮกซ่าคลอโรฟิน หรือ ผสมเฮกคลอเฮกซีติน
2. ใส่เสื้อผ้าบางๆโปร่งๆ ไม่ใส่เสื้อผ้าซ้ำ
+ กลิ่นเท้า
1. ทำความสะอาดรองเท้าบ่อยๆ ใช้แผ่นรองระบายอากาศในรองเท้า เอารองเท้าไปตากแดด
2. เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน และรอให้เท้าแห้งก่อนใส่ถุงเท้า
3. ใส่รองเท้าให้ถูกขนาด ป้องกันเล็บขบ
4. ขัดเท้า ตัดเล็บให้สะอาดอยู่เสมอ (ไม่ปล่อยให้มีขี้เล็บติดค้างอยู่ในเล็บ)
5. ใช้สเปรย์ดับกลิ่น หรือแป้งลดเหงื่อเท้า
6. ลองใช้ยาที่รักษาสิว พวกเบนซอย เพอริออกไซด์ มาทาที่ฝ่าเท้าดู จะช่วยลดแบคทีเรีย
5. นอนกรน
อาการนี้จะลดระดับความอายลงไปเรื่อยๆถ้าได้อยู่กับคนสนิท หรือแทบเป็นศูนย์เมื่อนอนคนเดียว แต่ลองคิดถึงคืนแรกที่คุณต้องนอนร่วมเตียงกับผู้ชายในฝันที่อยากฝากชีวิตไว้กับเขาตลอดไปสิ เช้าวันต่อมาจะเป็นอย่างไร..และที่ร้ายที่สุด เวลานั้นมันบังคับตัวเองไม่ได้จริงๆ
ไม่ต้องอาย: ความลับนี้จะรู้เฉพาะคนที่นอนกับเราเท่านั้นล่ะ
อาการ: เสียงหายใจดังๆ เวลาหลับ ทำให้ผู้หญิงหน้าตาสวยงาม สามารถกลายเป็นหัวจักรรถไฟหรือโรงสีข้าวได้เพียงเธอหลับตา

ดูแลตัวเอง
Dos
1. นอนตะแคงจะช่วยให้หายใจได้ดีขึ้น ลองใช้หมอนลูกเล้กรองหลังไว้ไม่ให้พลิกตัวตอนหลับ
2. ลดน้ำหนักลง คนอ้วนจะมีไขมันและมีน้ำหนักกดทับลงบนเนื้อเยื่อคอมาก ทำให้หายใจไม่สะดวก
3. ตื่นก่อน นอนทีหลังคนอื่นเข้าไว้ เพื่อความสุขของคนรอบข้าง
Don't
ดื่มเหล้าก่อนนอน หรือทานยาแก้แพ้ จะทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว หายใจตื่นขึ้น




ถ้าคุณรู้สึกว่า การควบคุมตัวเองไม่ให้หยิบช็อกโกแลต หรือคุกกี้รับประทานนั้นเป็นเรื่องแสนยาก รวมทั้งอาการอยากอาหารไม่หยุดหย่อน การรับประทานอาหารที่จะแนะนำนี้ รองทองหรือระหว่างมื้อ จะช่วยลดความอยากอาหารได้มากขึ้นค่ะ
ถั่ว แบบที่มีชื่อว่า Pine nute ช่วยระงับฮอรโมนความอยากอาหาร ที่ชื่อว่า Cholecystokinin (CKK) ดังนั้นจึงแนะนำว่า ให้โรยในสลัด พาสต้าโฮลวีท หรืออาหารที่รับประทานเข้าไป แต่ถ้าหาถั่วชนิดนี้ไม่ได้ ใช้อัลมอนด์แทนได้ เพราะมีปฎิกิริยาขัดขวางการดูดซึงไขมันในร่างกาย ช่วยให้ลดน้ำหนักได้
อาหารร้อน เช่น ซุป และน้ำชา ด้วยอุณหภูมิที่สูงทำให้ความอยากอาหารลดต่ำลง ดังนั้น ก่อนมื้อหนัก ควรรับประทานซุป หรือน้ำชา ถ้าได้จิบชาเขียวร้อน บอกกันว่า จะช่วยกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญให้ดียิ่งขึ้นด้วยค่ะ
แอปเปิ้ล มีไฟเบอร์มากกว่าพืช องุ่น และส้มเสียอีก ซึ่งไฟเบอร์ช่วยทำให้รู้สึกอิ่ม ป้องกันการรับประทานมากจนเกินพอดี เพราะฉะนั้นจึงมีคำแนะนำให้รับประทานแอปเปิ้ลก่อนมื้อค่ำค่ะ