มีเด็กน้อยคนหนึ่งอารมณ์ไม่ค่อยจะดีพ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1 ถุงและบอกเขาว่า ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกไม่ดี โมโห หรือโกรธใครก็ตาม ให้ตอกตะปู 1 ตัวลงไปที่รั้วหลังบ้านก็แล้วกัน วันแรกผ่านไปเด็กน้อยตอกตะปูเข้าไปที่รั้วถึง 37 ตัว วันที่ 2 และ วันที่ 3 และแต่ละวันที่ผ่านไป ผ่านไปจำนวนตะปูก็ค่อยๆลดลง ลดลงๆ เพราะเด็กน้อยรู้สึกว่า การรู้จักควบคุมตัวเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะแล้ววันหนึ่ง หลังจากที่เขาสามารถ ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้นใจเย็นมากขึ้น เขาเดินไปหาพ่อเพื่อบอกว่า เขาคิดว่าเขาไม่จำเป็นที่ต้องตอกตะปูอีกแล้ว เพราะเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาสามารถควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนแล้วพ่อยิ้มแล้วบอกลูกชายว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์ให้พ่อดู ทุกๆครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้านที่ละ 1 ตัว วันแล้ววันเล่า เด็กชายก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีละตัว ๆ จนในที่สุด วันหนึ่งตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออกเด็กชายดีใจมากรีบวิ่งไปบอกพ่อของเขาว่า ผมทำได้แล้วครับในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จพ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกของเขาไปที่รั้วนั้น แล้วบอกลูกทำได้ดีมากทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ เห็นมั๊ยว่ารั้วมันไม่เหมือนเดิมมันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้ ลูกจำไว้นะ ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำอะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมักจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการเอามีดไปกรีดหรือแทงใครเข้า ต่อให้ใช้คำว่า..ขอโทษ..สักกี่หนก็ไม่อาจจะลบรอยแผลหรือความเจ็บปวดที่เกิดกับเขาคนนั้นได้ ลูกจงจำคำว่า ..ขอโทษ..ไว้เสมอนะ ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เรา หรือ ไม่ก็ตามนะจำไว้อีกด้วยว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้น รอยร้าวที่เกิดขึ้นกับเขาเขาอาจจะไม่มีวันลืมมันได้......ตลอดไปสิ่งที่สำคัญคือ รู้ทันความโกรธให้เร็วที่สุด ทันทีที่สติรู้ทันว่าเราปล่อยให้ความโกรธครอบงำ อย่างน้อยมันจะหยุดเพ่งโทษคนอื่นวางความยึดมั่นว่าเราถูกลงเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขสถานการณ์ดีกว่าปล่อยให้ความยึดว่า ตัวเองถูกเสมอ หรือฐิทิมานะมาทำลายทุกอย่างรวมทั้งชีวิตตัวเราเอง
วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554
วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554
ก-ฮ ที่คุณไม่เคยรู้
เป็นให้เราได้ทุกอย่าง..จิงๆๆ
ก - เ ก็ บ เ ร า ไ ว้ ใ น ใ จ
ข - เ ข้ า ใ จ เ ร า
ค - ค อ ย เ ป็ น กำ ลั ง ใ จ ใ ห้ เ ร า
ง - ง้ อ เ ร า เ มื่ อ รู้ ตั ว ว่ า เ ข า ผิ ด
จ - จั บ มื อ เ ร า เ มื่ อ ต้ อ ง ก า ร กำ ลั ง ใ จ
ฉ - เ ฉ ย กั บ ค ว า ม ใ จ ร้ อ น ข อ ง เ ร า
ช - ช่ ว ย เ ห ลื อ เ ร า
ซ - ซื่ อ สั ต ย์ กั บ เ ร า ญ า ติ ดี กั บ เ ร า เ ส ม อ
ด - เ ดิ น เ คี ย ง ข้ า ง เ ร า
ต - ติ ด ต า ม ข่ า ว ค ร า ว ค ว า ม เ ป็ น ไ ป ข อ ง เ ร า
ถ - ไ ถ่ ถ า ม ทุ ก ข์ สุ ข
ท - ทำ ใ ห้ ชี วิ ต ข อ ง เ ร า เ ป ลี่ ย น ไ ป
ธ - ธั ม ม ะ ธั ม โ ม กั บ เ ร า
น - นั บ ถื อ เ ร า แ ล ะ น่ า รั ก ใ น ส า ย ต า ข อ ง เ ร า
บ - บ อ ก ค ว า ม จ ริ ง แ ก่ เ ร า
ป - ป ล อ บ ใ จ เ มื่ อ เ ร า ท้ อ
ผ - ผ า ย มื อ ต้ อ น รั บ เ ร า เ ส ม อ
ฝ - ฝ า ก ค ว า ม จ ริ ง ใ จ ไ ว้ กั บ เ ร า
พ - เ พิ่ ม พ ลั ง ใ ห้ แ ก่ เ ร า
ฟ - ฟั ง เ ร า เ ส ม อ
ภ - ภู มิ ใ จ ใ น ตั ว เ ร า
ม - ม อ บ สิ่ ง ดี ดี แ ก่ เ ร า
ย - ย ก โ ท ษ ใ ห้ กั บ ข้ อ ผิ ด พ ล า ด ข อ ง เ ร า
ร - รั ก ที่ เ ร า เ ป็ น เ ร า
ล - ล ะ เ อี ย ด อ่ อ น กั บ ค ว า ม รู้ สึ ก ข อ ง เ ร า
ว - ไ ว้ ใ จ เ ร า
ศ - ศึ ก ษ า นิ สั ย ที่ แ ท้ จ ริ ง ข อ ง เ ร า
ส - สั ง เ ก ต ค ว า ม เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ใ น ตั ว เ ร า
ห - เ ห็ น คุ ณ ค่ า ข อ ง เ ร า
อ - อ ธิ บ า ย ใ น สิ่ ง ที่ เ ร า ไ ม่ เ ข้ า ใ จ
ฮ - เ ฮ ฮ า กั บ เ ร า ไ ด้ ทุ ก เ ว ล า ...*
ก - เ ก็ บ เ ร า ไ ว้ ใ น ใ จ
ข - เ ข้ า ใ จ เ ร า
ค - ค อ ย เ ป็ น กำ ลั ง ใ จ ใ ห้ เ ร า
ง - ง้ อ เ ร า เ มื่ อ รู้ ตั ว ว่ า เ ข า ผิ ด
จ - จั บ มื อ เ ร า เ มื่ อ ต้ อ ง ก า ร กำ ลั ง ใ จ
ฉ - เ ฉ ย กั บ ค ว า ม ใ จ ร้ อ น ข อ ง เ ร า
ช - ช่ ว ย เ ห ลื อ เ ร า
ซ - ซื่ อ สั ต ย์ กั บ เ ร า ญ า ติ ดี กั บ เ ร า เ ส ม อ
ด - เ ดิ น เ คี ย ง ข้ า ง เ ร า
ต - ติ ด ต า ม ข่ า ว ค ร า ว ค ว า ม เ ป็ น ไ ป ข อ ง เ ร า
ถ - ไ ถ่ ถ า ม ทุ ก ข์ สุ ข
ท - ทำ ใ ห้ ชี วิ ต ข อ ง เ ร า เ ป ลี่ ย น ไ ป
ธ - ธั ม ม ะ ธั ม โ ม กั บ เ ร า
น - นั บ ถื อ เ ร า แ ล ะ น่ า รั ก ใ น ส า ย ต า ข อ ง เ ร า
บ - บ อ ก ค ว า ม จ ริ ง แ ก่ เ ร า
ป - ป ล อ บ ใ จ เ มื่ อ เ ร า ท้ อ
ผ - ผ า ย มื อ ต้ อ น รั บ เ ร า เ ส ม อ
ฝ - ฝ า ก ค ว า ม จ ริ ง ใ จ ไ ว้ กั บ เ ร า
พ - เ พิ่ ม พ ลั ง ใ ห้ แ ก่ เ ร า
ฟ - ฟั ง เ ร า เ ส ม อ
ภ - ภู มิ ใ จ ใ น ตั ว เ ร า
ม - ม อ บ สิ่ ง ดี ดี แ ก่ เ ร า
ย - ย ก โ ท ษ ใ ห้ กั บ ข้ อ ผิ ด พ ล า ด ข อ ง เ ร า
ร - รั ก ที่ เ ร า เ ป็ น เ ร า
ล - ล ะ เ อี ย ด อ่ อ น กั บ ค ว า ม รู้ สึ ก ข อ ง เ ร า
ว - ไ ว้ ใ จ เ ร า
ศ - ศึ ก ษ า นิ สั ย ที่ แ ท้ จ ริ ง ข อ ง เ ร า
ส - สั ง เ ก ต ค ว า ม เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ใ น ตั ว เ ร า
ห - เ ห็ น คุ ณ ค่ า ข อ ง เ ร า
อ - อ ธิ บ า ย ใ น สิ่ ง ที่ เ ร า ไ ม่ เ ข้ า ใ จ
ฮ - เ ฮ ฮ า กั บ เ ร า ไ ด้ ทุ ก เ ว ล า ...*
บางเรื่องที่เราไม่รู้
-โคคาโคลา เดิมมีสีเขียว
-ชื่อของทุกทวีปมีตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกกับตัวสุดท้ายเป็นตัวเดียวกัน ก
-ล้ามเนื้อที่แข็งแรงที่สุดในร่างกายของเราคือลิ้น
-ชาวอเมริกันมีเครดิตการ์ดโดยเฉลี่ยคนละ 2 ใบ
-คำว่า TYPEWRITER เป็นคำที่ยาวที่สุดที่พิมพ์โดยใช้แป้นพิมพ์แถวเดียวกัน
-ผู้หญิงกะพริบตาประมาณ 2 เท่าของผู้ชาย
-ไม่สามารถฆ่าตัวตายโดยการกลั้นลมหายใจ
-คุณไม่สามารถเลียข้อศอกตัวเองได้
-ผู้คนจะอวยพรกันว่า 'Bless you' เมื่อเกิดการจาม เนื่องจากการจามแต่ละครั้ง จะทำให้หัวใจหยุดเต้นประมาณ 1 มิลลิวินาที
-ด้วยสรีระของหมู ทำให้มันไม่สามารถมองท้องฟ้าได้
-ประโยค 'sixth sick sheik's sixth sheep's sick' ถือว่า เป็นประโยคที่ทำให้ลิ้นพันกันมากที่สุด ในภาษาอังกฤษ
-ถ้าจามแรงมากเกินไป อาจทำให้คุณซี่โครงหักได้ แต่ถ้าคุณกลั้นการจามไว้ จะทำให้หลอดเลือดที่ศีรษะหรือคอโป่งออกจนเสียชีวิตได้
-ตัวคิงบนหน้าไพ่เป็นตัวแทนกษัตริย์ในประวัติศาสตร์ ได้แก่ คิงโพดำ คือกษัตริย์เดวิดคิงดอกจิก คือกษัตริย์อเล็กซานเดอร์หาราช คิงโพแดง คือกษัตริย์ชาลีมาน คิงข้าวหลามตัด คือ กษัตริย์จูเลียส ซีซาร์
-ผลคูณ 111,111,111 x 111,111,111 = 12,345,678,987,654,321
-ถ้ารูปปั้นในสวนสาธารณะเป็นรูปคนขี่ม้าที่ยกสองขาหน้าขึ้นบนอากาศ แสดงว่าคนนั้นเสียชีวิตในสงคราม แต่ถ้าม้ายกขาหน้าขึ้นข้างเดียว คนนั้นเสียชีวิตจากการบาดเจ็บในสงคราม และถ้าม้ายืนอยู่บนขาทั้งสี่ คนผู้นั้นเสียชีวิตเองตามธรรมชาติ
-อุปกรณ์ที่ใช้กันทั่วไป อย่างเสื้อกันกระสุน บันไดหนีไฟ ที่ปัดน้ำฝน และเครื่องพิมพ์เลเซอร์ ประดิษฐ์ขึ้นโดยสุภาพสตรี
- คำถาม อาหารอย่างเดียวที่ไม่เคยเสีย คืออะไร (คำตอบ - น้ำผึ้ง)
-จรเข้ไม่สามารถแลบลิ้นออกมาจากปากได้
-ทากสามารถจำศีลได้นาน 3 ปี หมีขั้วโลกทุกตัวถนัดซ้าย
-สายการบินอเมริกันแอร์ไลน์สามารถประหยัดเงินไปได้ 40,000 เหรียญ จากการตัดมะกอก 1 ลูก ออกจากเมนูสลัดที่เสิร์ฟในที่นั่งชั้นหนึ่ง
- ผีเสื้อชิมรสอาหารด้วยตีนของมัน
-ช้างเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ไม่สามารถกระโดดได้
-การบีบตัวของหัวใจของคน สามารถทำให้เกิดความดันเพื่อขับเลือดไปทั่วร่างกาย แรงดันนี้สามารถทำให้เลือดให้พุ่งไปได้ไกล 30 ฟุต
-หนูขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ในเวลา 18 เดือน หนู 2 ตัว สามารถทำให้เกิดลูกหลานได้มากกว่า 1 ล้านตัว
-การสวมหูฟังเพียง 1 ชั่วโมง จะทำให้จำนวนแบคทีเรียในหูเพิ่มขึ้น 700 เท่า
-ไฟแช็คประดิษฐ์ขึ้นก่อนหน้าไม้ขีดไฟ
-ลิปสติกส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของเกล็ดปลา
-นอกจากลายพิมพ์นิ้วมือแล้ว ลายพิมพ์ลิ้นของแต่ละคนก็แตกต่างกัน
-สุดท้าย 99% ของคนที่อ่านเรื่องนี้ จะพยายามเลียข้อศอกตัวเอง
-ชื่อของทุกทวีปมีตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกกับตัวสุดท้ายเป็นตัวเดียวกัน ก
-ล้ามเนื้อที่แข็งแรงที่สุดในร่างกายของเราคือลิ้น
-ชาวอเมริกันมีเครดิตการ์ดโดยเฉลี่ยคนละ 2 ใบ
-คำว่า TYPEWRITER เป็นคำที่ยาวที่สุดที่พิมพ์โดยใช้แป้นพิมพ์แถวเดียวกัน
-ผู้หญิงกะพริบตาประมาณ 2 เท่าของผู้ชาย
-ไม่สามารถฆ่าตัวตายโดยการกลั้นลมหายใจ
-คุณไม่สามารถเลียข้อศอกตัวเองได้
-ผู้คนจะอวยพรกันว่า 'Bless you' เมื่อเกิดการจาม เนื่องจากการจามแต่ละครั้ง จะทำให้หัวใจหยุดเต้นประมาณ 1 มิลลิวินาที
-ด้วยสรีระของหมู ทำให้มันไม่สามารถมองท้องฟ้าได้
-ประโยค 'sixth sick sheik's sixth sheep's sick' ถือว่า เป็นประโยคที่ทำให้ลิ้นพันกันมากที่สุด ในภาษาอังกฤษ
-ถ้าจามแรงมากเกินไป อาจทำให้คุณซี่โครงหักได้ แต่ถ้าคุณกลั้นการจามไว้ จะทำให้หลอดเลือดที่ศีรษะหรือคอโป่งออกจนเสียชีวิตได้
-ตัวคิงบนหน้าไพ่เป็นตัวแทนกษัตริย์ในประวัติศาสตร์ ได้แก่ คิงโพดำ คือกษัตริย์เดวิดคิงดอกจิก คือกษัตริย์อเล็กซานเดอร์หาราช คิงโพแดง คือกษัตริย์ชาลีมาน คิงข้าวหลามตัด คือ กษัตริย์จูเลียส ซีซาร์
-ผลคูณ 111,111,111 x 111,111,111 = 12,345,678,987,654,321
-ถ้ารูปปั้นในสวนสาธารณะเป็นรูปคนขี่ม้าที่ยกสองขาหน้าขึ้นบนอากาศ แสดงว่าคนนั้นเสียชีวิตในสงคราม แต่ถ้าม้ายกขาหน้าขึ้นข้างเดียว คนนั้นเสียชีวิตจากการบาดเจ็บในสงคราม และถ้าม้ายืนอยู่บนขาทั้งสี่ คนผู้นั้นเสียชีวิตเองตามธรรมชาติ
-อุปกรณ์ที่ใช้กันทั่วไป อย่างเสื้อกันกระสุน บันไดหนีไฟ ที่ปัดน้ำฝน และเครื่องพิมพ์เลเซอร์ ประดิษฐ์ขึ้นโดยสุภาพสตรี
- คำถาม อาหารอย่างเดียวที่ไม่เคยเสีย คืออะไร (คำตอบ - น้ำผึ้ง)
-จรเข้ไม่สามารถแลบลิ้นออกมาจากปากได้
-ทากสามารถจำศีลได้นาน 3 ปี หมีขั้วโลกทุกตัวถนัดซ้าย
-สายการบินอเมริกันแอร์ไลน์สามารถประหยัดเงินไปได้ 40,000 เหรียญ จากการตัดมะกอก 1 ลูก ออกจากเมนูสลัดที่เสิร์ฟในที่นั่งชั้นหนึ่ง
- ผีเสื้อชิมรสอาหารด้วยตีนของมัน
-ช้างเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ไม่สามารถกระโดดได้
-การบีบตัวของหัวใจของคน สามารถทำให้เกิดความดันเพื่อขับเลือดไปทั่วร่างกาย แรงดันนี้สามารถทำให้เลือดให้พุ่งไปได้ไกล 30 ฟุต
-หนูขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ในเวลา 18 เดือน หนู 2 ตัว สามารถทำให้เกิดลูกหลานได้มากกว่า 1 ล้านตัว
-การสวมหูฟังเพียง 1 ชั่วโมง จะทำให้จำนวนแบคทีเรียในหูเพิ่มขึ้น 700 เท่า
-ไฟแช็คประดิษฐ์ขึ้นก่อนหน้าไม้ขีดไฟ
-ลิปสติกส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของเกล็ดปลา
-นอกจากลายพิมพ์นิ้วมือแล้ว ลายพิมพ์ลิ้นของแต่ละคนก็แตกต่างกัน
-สุดท้าย 99% ของคนที่อ่านเรื่องนี้ จะพยายามเลียข้อศอกตัวเอง
วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ขนมหวานขึ้นชื่อของแต่ละประเทศ
แบล็คฟอเรสท์เค้ก

ความมีชื่อเสียงในเรื่องชนิทเซล เบียร์ และเค้กรสชาติอร่อยมากมาย จึงไม่น่าแปลกใจที่เยอรมนีจะกลายเป็นสถานที่ดื่ม-กินยอดนิยมของเรา โดยเจ้าช็อกโกแลตเค้กที่ทับซ้อนหลายชั้นด้วยครีม เชอร์รี่ และบรั่นดีผลไม้นี้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นยุค 1900 ทางตอนใต้ของ เยอรมนี (ภายหลังได้รับการปรุงแต่งให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยฝีมือของช่างทำเค้กในกรุง เบอร์ลิน) และทุกวันนี้เป็นทื่ชื่นชอบของคนทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่า นี่ก็เป็นหนึ่งในของโปรดของเราเช่นกัน
ฮาโล ฮาโล (Halo Halo)

จาน เด็ดของชาวฟิลิปปินส์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้ไข่บาลุท แต่รับประกันได้ว่าไม่น่าสะอิดสะเอียน ทั้งนี้ ฮาโล ฮาโล ไม่มีสูตรการทำที่แน่นอน แต่ดูๆ ไปก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำแข็งใสของบ้านเรา โดยนำน้ำแข็งบดมาเติมด้วยเครื่องเคียง เช่น ถั่วเขียว ลูกตาล ขนุน มะพร้าวอ่อน ไอศกรีม วุ้นมะพร้าว สับปะรด และอื่นๆ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการราดนมข้นหวานและน้ำเชื่อม โดยสามารถหารับประทานได้ทุกที่ในกรุงมะนิลา
ทีรามิสุ

เค้กชื่อดังของอิตาลีทำขึ้นจากเลดี้ฟิงเกอร์ราดเอสเปรสโซ่ สอดไส้ด้วยมาสคาร์โปนชีสและซาบากลิออเน ลือ กันว่าทีรามิสุมีจุดกำเนิดมาจากการที่แม่บ้านของทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง ทำเค้กให้สามีรับประทาน โดยเชื่อว่าส่วนผสมของคาเฟอีนกับน้ำตาลจะช่วยให้พวกเขามีพลังและแคล้วคลาด จากอันตราย ช่างโรแมนติคเสียนี่กะไร เหมาะจะเป็นของหวานรับวันวาเลนไทน์โดยแท้
ข้าวเหนียวมะม่วง

ขนม หวานแบบไทยๆ ที่นำมะม่วงสุกเหลืองอร่ามมาทานคู่กับข้าวเหนียวมูนราดด้วยน้ำกะทิ ฟังแล้วชวนน้ำลายสอเป็นอย่างยิ่ง โดยได้รับความนิยมจากทั้งชาวสยามและชาวต่างชาติ ทั้งยังสามารถหาลิ้มลองได้ทั้งที่โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ภัตตาคาร และร้านอาหารตามท้องถนนทั่วไป
แครมบรูเล่ (Crème Brulee)

แม้ชื่อจะฟังดูแล้วฝรั่งเศสสุดๆ แต่ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าเป็นเช่นนั้น เนื่องจากวิทยาลัยทรินิตี้ในเคมบริดจ์ได้อ้างว่าพวกเขาคือต้นตำรับผู้คิดค้น ขนมสูตรเด็ดนี้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 1600 อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีจุดกำเนิดจากอังกฤษ แต่เชื่อแน่ว่าคงไม่มีสถานที่ใดเหมาะแก่การทานคัสตาร์ดเย็นๆ โรยด้วยน้ำตาลไหม้ ได้เท่ากับใต้หอไอเฟลที่ประดับด้วยไฟสว่างไสวในยามค่ำคืนในกรุงปารีส
แอปเปิล พาย
เช่น เคย แม้จะฟังดูเป็นอเมริกันจ๋า แต่จริงๆ แล้วมีต้นกำเนิดจากเมืองผู้ดี โดยได้รับการคิดค้นขึ้นเมื่อปี 1381 และปกติจะอบด้วยแป้งสองชั้น ในสมัยก่อน ตอนที่ชาวอังกฤษอพยพมาตั้งรกรากในอเมริกา พวกเขาได้นำเมล็ดแอปเปิลมาปลูกด้วย จึงทำให้มันมีความเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมของชาวมะกัน แต่ไม่ว่าจะที่โรงแรมในลอนดอนหรือภัตตาคารในแอลเอ แอปเปิลพายก็เป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาลูกค้าเหมือนกัน
ไดฟุกุ
ขนม เจลลาตินทรงกลมจากแดนอาทิตย์อุทัยมักสอดไส้ไว้ด้วยถั่วแดงหวาน (และบางครั้งก็อาจเป็นแยมสตอเบอร์รี่) โรยด้วยแป้งบางๆ โดยสามารถหาซื้อมารับประทานได้ทั้งจากกรุงโตเกียว โอซาก้า เกียวโต นากาโนะ และทุกแห่งในญี่ปุ่น

ก้อน ขนมปังหวานที่คงไม่ถูกปากฝรั่งตาน้ำข้าว แต่คอนเฟิร์มว่าอยู่ในรายชื่อขนมอันดับต้นๆ ของชาวอินเดีย และเมื่อมีคนกว่าพันล้านคนชื่นชอบ ก็ยากจะปฏิเสธได้ว่ามันไม่อร่อย ปกติแล้วมักทำขึ้นโดยใช้ครีมสองชั้นและราด้วยน้ำเชื่อมเข้มข้น เป็นที่นิยมในอินเดีย ปากีสถาน เนปาล และประเทศในแถบเอเชียใต้
นาไนโม บาร์ (Nanaimo Bars)

แคนาดาขึ้นชื่อเรื่องขนมหวาน?ได้ยินแล้วไม่ต่างกับการพูดว่ากรุงเทพขึ้นชื่อเรื่องทะเลยังไงยังงั้น แต่กระนั้น ขนมรสเลิศดังกล่าวก็มีที่มาจากเกาะแวนคูเวอร์ในเมืองนาไนโม รัฐบริติชโคลัมเบีย โดยได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นจากฝีมือแม่บ้านท้องถิ่นซึ่งได้ส่งเจ้าขนมทรง จัตุรัสชิ้นนี้ไปประกวดในนิตยสารและคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้ ปัจจุบัน เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนในแถบอเมริกาเหนือ

ประวัติ ที่แท้จริงของบาคลาวายากที่จะระบุให้แน่ชัดเพราะว่ากันว่ามันมีต้นกำเนิดจาก จักรวรรดิอ็อตโตมัน ดินแดนเมโสโปเตเมีย และอาหรับ โดยขนมหวานชนิดนี้ทำขึ้นจากการนำแป้งฟิลโลมาสอดไส้ไว้ด้วยถั่ว น้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อม หากต้องการลิ้มลองรสชาติแบบต้นตำรับก็ต้องไปรับประทานถึงถิ่นที่อ้างว่าเป็น จุดกำเนิด ทั้งกรุงอิสตันบูล กรุงเอเธนส์ และกรุงเบรุต แม้แต่ละที่อาจจะมีรสแตกต่างกันไปบ้าง แต่ก็ยังการันตีได้ถึงความเอร็ดอร่อย

ความมีชื่อเสียงในเรื่องชนิทเซล เบียร์ และเค้กรสชาติอร่อยมากมาย จึงไม่น่าแปลกใจที่เยอรมนีจะกลายเป็นสถานที่ดื่ม-กินยอดนิยมของเรา โดยเจ้าช็อกโกแลตเค้กที่ทับซ้อนหลายชั้นด้วยครีม เชอร์รี่ และบรั่นดีผลไม้นี้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นยุค 1900 ทางตอนใต้ของ เยอรมนี (ภายหลังได้รับการปรุงแต่งให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยฝีมือของช่างทำเค้กในกรุง เบอร์ลิน) และทุกวันนี้เป็นทื่ชื่นชอบของคนทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่า นี่ก็เป็นหนึ่งในของโปรดของเราเช่นกัน
ฮาโล ฮาโล (Halo Halo)

จาน เด็ดของชาวฟิลิปปินส์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้ไข่บาลุท แต่รับประกันได้ว่าไม่น่าสะอิดสะเอียน ทั้งนี้ ฮาโล ฮาโล ไม่มีสูตรการทำที่แน่นอน แต่ดูๆ ไปก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำแข็งใสของบ้านเรา โดยนำน้ำแข็งบดมาเติมด้วยเครื่องเคียง เช่น ถั่วเขียว ลูกตาล ขนุน มะพร้าวอ่อน ไอศกรีม วุ้นมะพร้าว สับปะรด และอื่นๆ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการราดนมข้นหวานและน้ำเชื่อม โดยสามารถหารับประทานได้ทุกที่ในกรุงมะนิลา
ทีรามิสุ

เค้กชื่อดังของอิตาลีทำขึ้นจากเลดี้ฟิงเกอร์ราดเอสเปรสโซ่ สอดไส้ด้วยมาสคาร์โปนชีสและซาบากลิออเน ลือ กันว่าทีรามิสุมีจุดกำเนิดมาจากการที่แม่บ้านของทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง ทำเค้กให้สามีรับประทาน โดยเชื่อว่าส่วนผสมของคาเฟอีนกับน้ำตาลจะช่วยให้พวกเขามีพลังและแคล้วคลาด จากอันตราย ช่างโรแมนติคเสียนี่กะไร เหมาะจะเป็นของหวานรับวันวาเลนไทน์โดยแท้
ข้าวเหนียวมะม่วง

ขนม หวานแบบไทยๆ ที่นำมะม่วงสุกเหลืองอร่ามมาทานคู่กับข้าวเหนียวมูนราดด้วยน้ำกะทิ ฟังแล้วชวนน้ำลายสอเป็นอย่างยิ่ง โดยได้รับความนิยมจากทั้งชาวสยามและชาวต่างชาติ ทั้งยังสามารถหาลิ้มลองได้ทั้งที่โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ภัตตาคาร และร้านอาหารตามท้องถนนทั่วไป
แครมบรูเล่ (Crème Brulee)

แม้ชื่อจะฟังดูแล้วฝรั่งเศสสุดๆ แต่ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าเป็นเช่นนั้น เนื่องจากวิทยาลัยทรินิตี้ในเคมบริดจ์ได้อ้างว่าพวกเขาคือต้นตำรับผู้คิดค้น ขนมสูตรเด็ดนี้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 1600 อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีจุดกำเนิดจากอังกฤษ แต่เชื่อแน่ว่าคงไม่มีสถานที่ใดเหมาะแก่การทานคัสตาร์ดเย็นๆ โรยด้วยน้ำตาลไหม้ ได้เท่ากับใต้หอไอเฟลที่ประดับด้วยไฟสว่างไสวในยามค่ำคืนในกรุงปารีส
แอปเปิล พาย

เช่น เคย แม้จะฟังดูเป็นอเมริกันจ๋า แต่จริงๆ แล้วมีต้นกำเนิดจากเมืองผู้ดี โดยได้รับการคิดค้นขึ้นเมื่อปี 1381 และปกติจะอบด้วยแป้งสองชั้น ในสมัยก่อน ตอนที่ชาวอังกฤษอพยพมาตั้งรกรากในอเมริกา พวกเขาได้นำเมล็ดแอปเปิลมาปลูกด้วย จึงทำให้มันมีความเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมของชาวมะกัน แต่ไม่ว่าจะที่โรงแรมในลอนดอนหรือภัตตาคารในแอลเอ แอปเปิลพายก็เป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาลูกค้าเหมือนกัน
ไดฟุกุ

ขนม เจลลาตินทรงกลมจากแดนอาทิตย์อุทัยมักสอดไส้ไว้ด้วยถั่วแดงหวาน (และบางครั้งก็อาจเป็นแยมสตอเบอร์รี่) โรยด้วยแป้งบางๆ โดยสามารถหาซื้อมารับประทานได้ทั้งจากกรุงโตเกียว โอซาก้า เกียวโต นากาโนะ และทุกแห่งในญี่ปุ่น
กุหลับ จามาน (Gulab Jamen)

ก้อน ขนมปังหวานที่คงไม่ถูกปากฝรั่งตาน้ำข้าว แต่คอนเฟิร์มว่าอยู่ในรายชื่อขนมอันดับต้นๆ ของชาวอินเดีย และเมื่อมีคนกว่าพันล้านคนชื่นชอบ ก็ยากจะปฏิเสธได้ว่ามันไม่อร่อย ปกติแล้วมักทำขึ้นโดยใช้ครีมสองชั้นและราด้วยน้ำเชื่อมเข้มข้น เป็นที่นิยมในอินเดีย ปากีสถาน เนปาล และประเทศในแถบเอเชียใต้
นาไนโม บาร์ (Nanaimo Bars)

แคนาดาขึ้นชื่อเรื่องขนมหวาน?ได้ยินแล้วไม่ต่างกับการพูดว่ากรุงเทพขึ้นชื่อเรื่องทะเลยังไงยังงั้น แต่กระนั้น ขนมรสเลิศดังกล่าวก็มีที่มาจากเกาะแวนคูเวอร์ในเมืองนาไนโม รัฐบริติชโคลัมเบีย โดยได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นจากฝีมือแม่บ้านท้องถิ่นซึ่งได้ส่งเจ้าขนมทรง จัตุรัสชิ้นนี้ไปประกวดในนิตยสารและคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้ ปัจจุบัน เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนในแถบอเมริกาเหนือ
บาคลาวา (Baklava)

ประวัติ ที่แท้จริงของบาคลาวายากที่จะระบุให้แน่ชัดเพราะว่ากันว่ามันมีต้นกำเนิดจาก จักรวรรดิอ็อตโตมัน ดินแดนเมโสโปเตเมีย และอาหรับ โดยขนมหวานชนิดนี้ทำขึ้นจากการนำแป้งฟิลโลมาสอดไส้ไว้ด้วยถั่ว น้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อม หากต้องการลิ้มลองรสชาติแบบต้นตำรับก็ต้องไปรับประทานถึงถิ่นที่อ้างว่าเป็น จุดกำเนิด ทั้งกรุงอิสตันบูล กรุงเอเธนส์ และกรุงเบรุต แม้แต่ละที่อาจจะมีรสแตกต่างกันไปบ้าง แต่ก็ยังการันตีได้ถึงความเอร็ดอร่อย
วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553
อันตรายจากการสักเจาะ



ขณะนี้วัยรุ่นนิยมแฟชั่นสักและเจาะตามร่างกายกันมาก โดยเฉพาะขณะนี้เกิดกระแสนิยมสักรูปมังกรเพื่อฉลองสหัสวรรษใหม่ ซึ่งหากเครื่องมือไม่สะอาดพอ อาจมีอันตรายต่อชีวิตได้
เคยมีรายงานวัยรุ่นไปเจาะจมูกและเชื้อแบคทีเรียจากช่องจมูกซึ่งเป็นบริเวณที่สกปรกมาก ลอยไปติดที่ลิ้นหัวใจทำให้ลิ้นหัวใจอักเสบและต่อมาก้อนเลือดและเชื้อโรคได้ไปอุดตันเส้นเลือด ในสมอง ทำให้เกิดฝีในสมองและมีอาการแขนขาอ่อนแรง สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคโลหิตออกไม่หยุดที่เรียกว่า ฮีโมฟีเลีย โรคลิ้นหัวใจพิการ โรคผิวหนังแพ้และพุพองได้ง่าย ผู้ที่มีประวัติแพ้เครื่องประดับคือ แพ้โลหะนิกเกิล หรือผู้ที่เกิดแผลเป็นนูนโตที่เรียกว่า คีลอยด์ได้ง่าย เหล่านี้ควรงดเว้นการสักและการเจาะ นอกจากนั้น การสักและการเจาะหากใช้เครื่องมือที่ไม่สะอาด อาจเกิดติดเชื้อโรคได้เช่น เชื้อแบคทีเรียทำให้เป็นฝีหนอง , โรคบาดทะยัก, ไวรัสตับอักเสบ, วัณโรคผิวหนัง, ซิฟิลิส แม้กระทั่งโรคเอดส์ได้ พบว่าเข็มที่เผาไฟจนแดงก็ฆ่าเชื้อไวรัสตับอักเสบไม่ได้ ขณะนี้พบว่าคนไทย นับ 6 ล้านคน ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งอาจนำไปสู่โรคตับแข็ง และเป็นมะเร็งของตับในที่สุด การติดต่อไวรัสตับอักเสบชนิดบีนั้นมี 3 ทางที่สำคัญคือ
1. ทางเลือด โดยการใช้เข็มร่วมกัน เช่น การสัก การเจาะหู การเสพยา
เคยมีรายงานวัยรุ่นไปเจาะจมูกและเชื้อแบคทีเรียจากช่องจมูกซึ่งเป็นบริเวณที่สกปรกมาก ลอยไปติดที่ลิ้นหัวใจทำให้ลิ้นหัวใจอักเสบและต่อมาก้อนเลือดและเชื้อโรคได้ไปอุดตันเส้นเลือด ในสมอง ทำให้เกิดฝีในสมองและมีอาการแขนขาอ่อนแรง สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคโลหิตออกไม่หยุดที่เรียกว่า ฮีโมฟีเลีย โรคลิ้นหัวใจพิการ โรคผิวหนังแพ้และพุพองได้ง่าย ผู้ที่มีประวัติแพ้เครื่องประดับคือ แพ้โลหะนิกเกิล หรือผู้ที่เกิดแผลเป็นนูนโตที่เรียกว่า คีลอยด์ได้ง่าย เหล่านี้ควรงดเว้นการสักและการเจาะ นอกจากนั้น การสักและการเจาะหากใช้เครื่องมือที่ไม่สะอาด อาจเกิดติดเชื้อโรคได้เช่น เชื้อแบคทีเรียทำให้เป็นฝีหนอง , โรคบาดทะยัก, ไวรัสตับอักเสบ, วัณโรคผิวหนัง, ซิฟิลิส แม้กระทั่งโรคเอดส์ได้ พบว่าเข็มที่เผาไฟจนแดงก็ฆ่าเชื้อไวรัสตับอักเสบไม่ได้ ขณะนี้พบว่าคนไทย นับ 6 ล้านคน ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งอาจนำไปสู่โรคตับแข็ง และเป็นมะเร็งของตับในที่สุด การติดต่อไวรัสตับอักเสบชนิดบีนั้นมี 3 ทางที่สำคัญคือ
1. ทางเลือด โดยการใช้เข็มร่วมกัน เช่น การสัก การเจาะหู การเสพยา
2. ทางเพศสัมพันธ์
3. จากมารดาสู่ทารก
การสักไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมานานนับ 4,000 ปี โดยที่เดิมเป็นการสักแสดงความเชื่อ ต่อมาเป็นการสักเพื่อแสดงสัญลักษณ์ของกลุ่ม แต่ปัจจุบ้นเป็นการสักตามสมัยนิยมซึ่งจัดว่าน่าเป็นห่วงมากเพราะแฟชั่นนั้นเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือเรื่องการสักคิ้วถาวร ที่เมื่อ 3 - 4 ปีก่อนนิยมกันมาก แต่ปัจจุบันเริ่มเบื่อและต้องหันมาลบคิ้วกันแทน พบเสมอว่าผู้ที่ไปรับการสักการเจาะเมื่อยัง เป็นวัยรุ่นต่อมามีอายุมากขึ้นหรือต้องการไปสมัครงานก็ต้องหัน มาลบรอยสัก หรือเย็บปิดรอยเจาะกัน การลบรอยสักนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าการสักเองหลายเท่านัก และมักมีแผลเป็นหลังลบรอยสัก นอกจากนั้น บางคนแพ้เม็ดสีที่ใช้สัก เช่น สีแดง สีเขียว อาจเกิดผื่นบวมแดง คัน เป็นก้อนตะปุ่มตะป่ำ นอกจากจะเกิดอันตรายได้ สังคมส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมรับ วัยรุ่นหญิงบางคนไปสักที่ข้อมือ ต่อมาเกิดความอายต้องใส่นาฬิกาบังไว้ ที่สำคัญคือเมื่อแฟชั่นเปลี่ยนไปตัวเองก็จะเบื่อ ในกรณีของการสักนั้นอาจใช้รูปลอกติดแทนก็ได้ซึ่งอาจอยู่ได้นานถึง 7 วัน หรือใช้การเพ้นท์ส ีแทนการสัก ส่วนในกรณีการเจาะอาจใช้ต่างหูวงแหวนชนิดหนีบหรือต่างหูแม่เหล็กแทนก็ได้ สำหรับผู้ที่ต้องการเจาะหูต้องแน่ใจในความสะอาดของเครื่องมือ ถ้าใช้ต่างหูที่ทำด้วยเงินสเตอริงหรือสเตนเลส สตีล จะลดอาการแพ้ลงได้ ต่างหูโลหะทั่วไป ทองขาว และเงินเยอรมัน มีส่วนผสมของนิกเกิลซึ่งทำให้แพ้ได้ครับ
การสักไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมานานนับ 4,000 ปี โดยที่เดิมเป็นการสักแสดงความเชื่อ ต่อมาเป็นการสักเพื่อแสดงสัญลักษณ์ของกลุ่ม แต่ปัจจุบ้นเป็นการสักตามสมัยนิยมซึ่งจัดว่าน่าเป็นห่วงมากเพราะแฟชั่นนั้นเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือเรื่องการสักคิ้วถาวร ที่เมื่อ 3 - 4 ปีก่อนนิยมกันมาก แต่ปัจจุบันเริ่มเบื่อและต้องหันมาลบคิ้วกันแทน พบเสมอว่าผู้ที่ไปรับการสักการเจาะเมื่อยัง เป็นวัยรุ่นต่อมามีอายุมากขึ้นหรือต้องการไปสมัครงานก็ต้องหัน มาลบรอยสัก หรือเย็บปิดรอยเจาะกัน การลบรอยสักนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าการสักเองหลายเท่านัก และมักมีแผลเป็นหลังลบรอยสัก นอกจากนั้น บางคนแพ้เม็ดสีที่ใช้สัก เช่น สีแดง สีเขียว อาจเกิดผื่นบวมแดง คัน เป็นก้อนตะปุ่มตะป่ำ นอกจากจะเกิดอันตรายได้ สังคมส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมรับ วัยรุ่นหญิงบางคนไปสักที่ข้อมือ ต่อมาเกิดความอายต้องใส่นาฬิกาบังไว้ ที่สำคัญคือเมื่อแฟชั่นเปลี่ยนไปตัวเองก็จะเบื่อ ในกรณีของการสักนั้นอาจใช้รูปลอกติดแทนก็ได้ซึ่งอาจอยู่ได้นานถึง 7 วัน หรือใช้การเพ้นท์ส ีแทนการสัก ส่วนในกรณีการเจาะอาจใช้ต่างหูวงแหวนชนิดหนีบหรือต่างหูแม่เหล็กแทนก็ได้ สำหรับผู้ที่ต้องการเจาะหูต้องแน่ใจในความสะอาดของเครื่องมือ ถ้าใช้ต่างหูที่ทำด้วยเงินสเตอริงหรือสเตนเลส สตีล จะลดอาการแพ้ลงได้ ต่างหูโลหะทั่วไป ทองขาว และเงินเยอรมัน มีส่วนผสมของนิกเกิลซึ่งทำให้แพ้ได้ครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)













